ประวัติระบบการซื้อขาย (Payment)
ในขณะที่การซื้อขายในยุคโบราณต้องใช้ก้อนหินจนและเงินเหรียญที่เป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบธนาคารออนไลน์หรือแม้กระทั่งการซื้อขายทองคำนั้นเครดิตถือเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าเงินเหรียญที่จับต้องได้
การซื้อขายครั้งเก่าแก่ที่สุดนั้นมีหลักฐานบันทึกไว้ในบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณ ‘โอดีสซีย์’ ไว้ว่าเป็นการซื้อ ‘สาวพรมจรรย์’ ในราคาวัว 20 ตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ‘Pecus’ ในภาษาละตินที่แปลว่า ‘วัว’ ที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘Pecunia’ ที่แปลว่า ‘เงิน’ แม้กระทั่งปัจจุบันการใช้สัตว์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนก็ยังคงทำกันอยู่ โดยบางจังหวัดในแอฟริกายังคงใช้วัว ‘Watusi’ ที่มีเขาใหญ่ที่สุดในโลกแทนการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ อย่างไรก็ตาม การออกไปช็อปปิ้งโดยการลากวัวไปด้วยคงเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก ด้วยเหตุนี้มนุษย์เมื่อประมาณพันปีก่อนหน้าจึงมีการใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน’ เป็นตัวกลางในการจับจ่ายใช้สอย จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการจับจ่ายแบบดิจิตอลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
รูปแบบของการจับจ่ายที่แปลกประหลาดที่สุดน่าจะเป็นของชาวเกาะ Yap ที่ใช้ Stone Money ที่มีลักษณะเป็นหินก้อนแบนมีรูตรงกลางและมีขนาดสูงใหญ่ท่วมตัวคน และด้วยเหตุที่ ‘เหรียญ’ ที่มีขนาดใหญ่มาก ไม่เหมาะแก่การพกติดตัวไปจับจ่ายใช้สอย รูปแบบการจ่ายเงินจึงเป็นไปในรูปแบบเสมือน อีกทั้งค่าของเงินจะเพิ่มสูงชึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของ ดังนั้นเมื่อชาว Yapese ต้องจ่ายภาษี เจ้าหน้าที่ก็จะไปแกะสลักสัญลักษณ์เอาไว้ที่เงินหินก้อนนั้น
นอกจากนี้ยังมีเปลือกหอย Kauri ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในยุคดึกดำบรรพ์ ถูกนำมาใช้ในประเทศจีน แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคุณลักษณะของเงินในยุคมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันคือเล็ก พกพาได้ง่าย และสามารถนับจำนวนได้สะดวก
ท่ามกลางเงินหลากหลายรูปแบบในยุคดึกดำบรรพ์ โลหะพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยก่อนหน้านี้การบ่งบอกมูลค่าของเงินจะใช้โลหะชนิดต่างๆ ตั้งแต่ทองแดง เงิน และทอง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับรูปร่าง ขนาด และน้ำหนักของเหรียญด้วย
ในขณะที่เงินที่เป็นธนบัตรนั้นเพิ่งถูกเริ่มนำมาใช้ในทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ผ่านมานี้เอง อย่างไรก็ดีในช่วงแรกผู้คนยังไม่เชื่อถือการจ่ายด้วยธนบัตร จนกระทั่งรัฐบาลของประเทศต่างๆ ออกมารับประกันมูลค่าและสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับเงินเหรียญได้ ธนบัตรจึงได้รับการยอมรับและถูกใช้งานกันนับตั้งแต่นั้นมา
E-Money: หมดยุคเหรียญและธนบัตร
การทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 โดยอาศัยเครื่องโทรพิมพ์ในการโอนเงินผ่านทางสายเคเบิล ทั้งนี้การชำระเงินแบบไม่ต้องใช้เงินนี้จะถูกสงวนไว้สำหรับการใช้งานเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรเท่านั้น ส่วนเช็คธนาคารที่ใครๆ ก็สามารถใช้ได้นั้นเพิ่งจะเริ่มมีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ที่ผ่านมานี้เอง
ลำดับขั้นถัดมาของรูปแบบการจับจ่ายใช้สอยที่เงินที่จับต้องได้ถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ก็คือเครดิตการ์ดและตามมาด้วยการทำธุรกรรมออนไลน์ เพียงผู้ใช้มีข้อมูลทางการเงินในระบบก็สามารถซื้อสินค้าหรูหราราคาแพงได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินในกระเป๋าสตางค์แม้แต่บาทเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้โดยส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลบัตรเครดิตแบบตรงไปตรงมาให้กับร้านค้าในระบบออนไลน์โดยเฉพาะการซื้อสินค้าในจำนวนเงินไม่มาก จึงเป็นที่มาของบริษัทตัวกลางในการชำระเงินออนไลน์อย่าง PayPal และเจ้าอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน
ในอนาคตอันใกล้นี้รูปแบบการจับจ่ายใช้สอยจะเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัยขึ้นด้วยการชำระผ่านชิปบนบัตรแทนเงินสด หรือแม้กระทั่งการชำระค่าสินค้าด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งประเทศที่ก้าวล้ำไปก่อนใครในเรื่องนี้คือสวีเดนที่สามารถทำทั้งสองอย่างที่กล่าวไปข้างต้นได้แล้ว ในขณะที่บ้านเราแม้จะมีร้านค้าขนาดใหญ่บางแห่งมีบัตรแทนเงินสดให้ใช้งานแล้วแต่การชำระผ่านโทรศัพท์มือถือยังคงต้องรอต่อไปอีกสักระยะ
ที่มาhttp://chip.in.th/post/127/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2-Payment
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น