Hacker Timeline ประวัติและความเป็นมาของแฮกเกอร์
ประวัติ Hacker : TIMELINE ความเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้ : แฮกเกอร์สามารถทำได้แม้กระทั่งปิ้งขนมปังแผ่นด้วยเครื่องชงกาแฟได้ ถ้าพวกเขาต้องการจะทำ ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของแฮกเกอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มีวิธีการระบายอารมณ์มากมายที่ไม่ใช่แค่การระบายสีหรือเล่นเปียโน ทั้งนี้ในโลกของเทคโนโลยีนั้น แฮกเกอร์ถือเป็นศิลปินเอกเนื่องจากพวกเขาไม่เพียงแต่จะมีทักษะที่เยี่ยมยอดแล้ว ยังมีจินตนาการที่ล้นเหลืออีกด้วย ซึ่งแฮกเกอร์ชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Wau Holland, Robert Tappan Morris หรือ Jon Lech Johansen เรียกคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวแฮกเกอร์ส่วนใหญ่ว่า ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือพวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดพวกเขาจึงลองสิ่งต่างๆ เหมือนเด็ก เช่น เอาลวดทองแดงมาพันวิทยุ หรือทำให้จักรยานสามารถบินได้ อย่างไรก็ตาม บางสิ่งที่พวกเขาพยายามทำ ก็ยังไม่สามารถเป็นจริงได้แม้กระทั่งปัจจุบัน Wau Holland ให้คำจำกัดความมนุษย์สายพันธุ์นี้ว่า‘แฮกเกอร์คือคนที่พยายามหาทางปิ้งขนมปังด้วยเครื่องชงกาแฟ’ แฮกเกอร์เป็นได้ทั้งผู้ก่อการร้ายบนโลกไซเบอร์และงานอดิเรกของศิลปิน Steve Russell ถูกยกให้เป็น ‘ไมเคิล แองเจโล’ จากบรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลาย โดยเครื่องPDP-1 จากบริษัท DEC ถือเป็นมินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ซึ่งในขณะนั้นเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ (เปรียบได้กับเครื่องพีซีในปัจจุบัน) มีขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นสองเครื่องรวมกัน ซึ่ง PDP-1 ไม่เพียงถูกออกแบบมาเพื่อโฮมออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาสำหรับเกมอีกด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วแทบจะไม่มีใครทราบถึงการมีอยู่ของมันเลยจนกระทั่งเข้าสู่ต้นยุค ‘60s เมื่อ Russell ได้สร้างโปรแกรมเกม ‘Spacewar’ เกมชูทติ้งเกมแรกของโลกบนเครื่อง PDP-1 ที่อยู่ในสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ในบอสตัน การแฮกครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการแจ้งเกิดของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่อย่าง ‘เกมเมอร์’ อีกด้วย
จาก ประวัติ Hacker แสงสว่างจากแฮกเกอร์ MIT กลายเป็นโรงเรียนเพาะแฮกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่ การแฮกถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องฝึกไม่ต่างจากการเล่น Quidditch ของโรงเรียนเวทย์มนตร์ Hogwarts และหนึ่งในเหตุการณ์การแฮกที่สำคัญที่สุดคือในปี 1993 โดยฝีมือของนักศึกษา MIT ที่ได้เปลี่ยนตึก Green Build-ing ในมหาวิทยาลัยให้กลายเสาอากาศขนาดยักษ์ ทั้งนี้ไฟในอาคารจะแสดงระดับของเสียงของคอนเสิร์ท Boston Pops ที่ออกอากาศในวันที่ 4 กรกฏาคม โดยยิ่งไฟชั้นบนๆ ติดขึ้นมาก็จะยิ่งบอกถึงระดับเสียงที่ดังมาก อันเป็นที่มาของโปรเจ็กต์ Blinkenlights ที่ถือเป็นการเลียนแบบผลงานของกลุ่มนักศึกษา MIT ที่มีชื่อเสียงที่สุด โดยกลุ่มศิลปินจากชมรม Chaos Computer Club ที่รวมตัวกันขึ้นในปี 1984 ทั้งนี้ Blinkenlights เริ่มโด่งดังกลายเป็นที่รู้จักในปี 2001 กับผลงานการเปลี่ยนอาคาร Haus des Lehrers (Teachers’ House) ในจตุรัส Alexanderplatz ในเบอร์ลินให้กลายเป็นกระดานเล่นเกม Pong (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.blinkenlights.net)
นอกจากเรื่องเทคนิคที่เข้าใจยากแล้ว บางครั้งการแฮกก็ยังโยงไปถึงการเมืองและนโยบายของรัฐ ดังที่มีการถกเถียงกันกันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และเพลงซึ่งก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและคัดค้าน นั่นก็คือเทคโนโลยี DRM สำหรับควบคุมและจัดการสื่อดิจิตอล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามพื้นๆ ว่าทำไมเราจึงไม่สามารถชมภาพยนตร์ดีวีดีบนเครื่องพีซีได้ เช่นเดียวกับ Jon Lech Johansen ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า ‘DVD Jon’ ที่ไม่เข้าใจเช่นกันและได้พัฒนาเครื่องมือที่มีชื่อว่า DeCSS ขึ้นมา เครื่องมือดังกล่าวนี้จะช่วยให้สามารถเล่นแผ่นดีวีดีที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้บนระบบปฏิบัติการใดๆ ก็ได้ ตั้งแต่นั้นมา Johansen ก็กลายเป็นฮีโร่ผู้พิชิต DRM จากนั้นแฮกเกอร์ชาวนอร์เวย์ผู้นี้ก็แครกระบบป้องกันอีกหลายอย่าง เช่น ระบบป้องกันในเพลงที่มาจาก Apple iTunes Store ประวัติ Hacker นอกจากนี้เจตนาที่ดีของแฮกเกอร์บางคนยังนำมาซึ่งความรุดหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ ในกรณีของ Xbox 360 ที่ไมโครซอฟท์พัฒนาระบบควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายในโปรเจ็กต์ Kinect ได้ช้ามาก แฮกเกอร์ที่เป็นแฟนตัวยงของ Xbox จึงได้ออกโรงเสียเอง จนในที่สุดไมโครซอฟท์ก็นำเทคโนโลยีนี้สู่ตลาดเกมและบนเครื่องพีซีในเวลาถัดมาไม่นาน
สงครามไซเบอร์การแฮกกำลังจะกลายเป็นอดีต ทั้งนี้ในปัจจุบันเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งในระดับองค์กรระดับประเทศ และระดับโลก โดยจากบันทึกสถิติของ Symantec ระบุว่ามีคอมพิวเตอร์กว่า 100,000 เครื่องทั่วโลกที่ติดเชื้อจากการจู่โจมของเวิร์ม Stuxnet เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2010 จนกระทั่งทุกวันนี้องค์กรการสืบสวนต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ และต่างก็เริ่มมีความเคลือบแคลงสงสัยว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ซูเปอร์ไวรัสครั้งนั้นก็เป็นได้ ทั้งนี้หนอนไวรัส Stuxnet ถูกออกแบบมาให้มุ่งโจมตีโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูในอิหร่าน ทั้งนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (UraniumEnrichment) ที่โรงงานในเมือง Natanz ได้รับความเสียหายไปอย่างน้อยถึง 1,000 ตัวKaspersky ผู้ผลิตโปรแกรมป้องกันไวรัสชั้นนำได้คาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละปีจากการจู่โจมทางไซเบอร์จะสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สงครามในปัจจุบันไม่ได้ใช้แค่ทหารหรือรถถังในการสู้รบกันเท่านั้น แต่ยังมีแฮกเกอร์และมัลแวร์ต่างๆ ร่วมบทบาทด้วย ทั้งนี้สถาบัน BerlinTechnology ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของสงครามไซเบอร์อย่างใกล้ชิดและSandro Gaycken นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ออกมาเตือนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจต้องเผชิญกับการโจมตียุทธศาสตร์สำคัญอย่างโรงไฟฟ้า ธนาคาร และเครือข่ายจราจร ซึ่งไม่มีใครอยากนึกถึงอย่างแน่นอน
อ้างอิง http://chip.in.th/category/articles/timeline
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น