วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมากล้องถ่ายรูป

ประวัติความเป็นมา ของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว

ประวัติความเป็นมา ของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว
ที่มาของกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (Single – Lens Reflex Camera = SLR) ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มมีการผลิตกล้องถ่ายภาพขึ้นในโลก
เป็นครั้งแรก เช่น กล้อง Obscura (Darkroom) ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แล้ว โดยหลักการของกล้อง Obscura ในระยะแรก ๆ ก็คือ
เมื่อลำแสงจากภายนอก ผ่านช่อง เล็ก ๆ เข้าไปในห้องมืด (ซึ่งอาจจะเป็นห้องใหญ่ หรือภาในกล่องเล็ก ๆ ในเวลาต่อมา) ภาพทิวทัศน์จากภายนอก
จะฉายอยู่บนฝาผนัง หรืออีกด้านหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับรูรับแสง ดังกล่าว หรือโดยการสะท้อนภาพลงบนโต๊ะในห้องมืดเพื่อให้จิตรกรเขียนภาพ
เหล่านั้นอีกทีหนึ่ง ต่อมาไม่นานก็มีผู้คิดนำเอาเลนส์มาใช้เปิดรับแสงแทนการใช้แต่เพียงรูรับแสงเล็ก ๆ ดังแต่ก่อนเท่านั้นจนกระทั่งประมาณราวๆ
ปี ค.ศ. 1500 เศษ ประโยชน์ของกล้อง Obscura ตามความคิดเก่าก็เหลืออยู่เพียงรูปแบบของห้องมืด และจากความคิดดั้งเดิมนั้น ก็มีผู้นำไปสร้าง
เป็นกล่องไม้ที่สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้ หรือแบบเก้าอี้เกี้ยว เต็นท์ หรือโต๊ะ ซึ่งมีกล้อง Obscura ขนาดเล็กบรรจุอยู่ภายใน เป็นต้น
เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ 16 และต้นศตวรรษที่ 17 กล้อง Obscura ได้พัฒนาเป็นกล่องยาวเรียว ด้วยขนาดที่ใช้วางบนโต๊ะได้
ใส่เลนส์ไว้ข้างหน้า และมีกระจกเงาวางเอียง 45 องศา อยู่ด้านหลังสะท้อนภาพขึ้นไปยังฉากด้านบนซึ่งมีฝาปิด – เปิดได้การมองดูภาพที่จด ก็มักมีฮู้ด
(Hood) ป้องแสงจากภายนอก โดยที่จิตรกรจะวางกระดาษบาง ๆ ไว้บนกระจกจอภาพดังกล่าว แล้วเขียนภาพที่ปรากฏ








ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1800 เศษ ก็เป็นยุคเริ่มต้นของการบันทึกภาพด้วยกล้องล้วน ๆ กับแผ่นทองเหลือเคลือบสารไวแสง Daguerreotype
ของชาวฝรั่งเศสชื่อ ดาร์แกร์ (Louise Jacques Mande Daguerre) และชาวอังกฤษชื่อ ทอลบอต (William hery Fox Talbot)
0 ผู้ค้นพบการสร้างภาพด้วยเนกาทิฟ และพอซิทิฟ ที่เรียกว่า Calotype หรือ Tallbotype ในปี ค.ศ. 1861 โธมัน ซัตตันแห่งประเทศอังกฤษ
ได้จดทะเบียนสิทะบัตรกล้อง SLR ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานว่าเป็นกล้อง SLR แบบแรกโดยซัตตันได้ให้ความหายของกล้อง SLR ว่า
“กระจกซึ่งวางในแนวนอกน ต่ำกว่าระดับตาของ่าน และเมื่อท่านมองลงไป ก็จะเห็นภาพสะท้อน อันประกอบด้วยความคิด และการจัดภาพที่
สมบูรณ์โดยตัวท่านเอง” อันถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้น ของประวัติศาสตร์กล้องถ่ายภาพ
ซัตตันได้เสนอความคิดในกล้อง SLR ของตนไปยังผู้ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพชั้นนำสองคน ซึ่งก็มีการผลิตในเวลาต่อมาด้วยจำนวนจำกัด
เท่านั้นกล้องของซัตตันแตกต่างจากกล้อง Obscura ตรงที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ ใช้เบลโล (Obscura Below) เพื่อปรับโฟกัสมากกว่า
การเลื่อนเลนส์ที่ติดอยู่กับแผนไม้ด้านหน้าอย่างแต่ก่อน และกระจกสะท้อนภาพทำหน้าที่เป็นชัตเตอร์ไปด้วย ส่วนด้านหลังเป็นฟิล์มเพลทแห้ง
โดยขณะที่ใช้กระจกเงาเพื่อมองภาพด้านบนนั้น กระจกเงาจะบังแสงไม่ให้แสงเล็ดลอดไปถึงฟิล์มได้ ในปี ค.ศ 1727 โยฮัน เฮนริช ชุลตช์
(Johann Heinrich Schulze) ชาวเยอรมันพบสารของชอล์กกับเกลือเงินไนเตรทเมื่อถูกแสงจะทำให้ภาพเป็นสีดำ และปี ค.ศ 1777 คาร์ล
วิลเลี่ยมชีล(Carl William Scheele)นักเคมีชาวสวีเดน พบว่าแสงสีน้ำเงิน และสีม่วงของ Positiveมีผลทำให้เกลือเงินไนเตรท และเกลือเงิน
คลอไรด์เปลี่ยนเป็นสีดำได้มากกว่าสีแดง จนเมื่อ ค.ศ 1826 โจเซฟ เนียพฟอร์ เนียพซ์ ( Joesph Nicephore Niepce) ชาวฝรั่งเศส
ได้ใช้แผ่นดีบุกผสมตะกั่วฉาบด้วยสารไวแสงบีทูเมน ซึ่งมีสีขาว ใส่ในกล้อง ออบสคิวรา ถ่ายภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างบ้านเขาเองที่เมืองแกรส
โดยใช้เวลานานถึง8ชั่วโมงเมื่อนำแผ่นดีบุกไปล้างด้วยน้ำมันจากต้นลาเวนเดอร์ทำให้ส่วนที่ถูกแสงที่เป็นส่วนPositiveแข็งตัวส่วนที่ไม่ถูกแสง
จะถูกล้างออกไปหมด เหลือแต่ส่วนที่เป็นสีดำ
เนียพซ์ เรียกกระบวนการถ่ายภาพนี้ว่า เฮลิโอกราฟ (Heliograph) มีความหมายว่า “ภาพที่วาดด้วยดวงอาทิตย์” หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา
ในเรื่องของกล้องถ่ายภาพเป็นระยะ จนกระทั่ง แคลวิน แร สมิท แห่งกรุงนิวยอร์กซิต ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรในธุรกิจการผลิต และการค้า
กล้องถ่ายภาพเ้ป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1884 โดยกล้อง SLR ในสมัยนั้นยังคงใช้กระจก และชัตเตอร์ตามแบบของ ซัตตัน ซึ่งมีขนาด
และสัดส่วน รวมทั้งส่วนที่เป็นชัตเตอร์ทั้งหมดประมาณ 2 ? x 2 1/4 นิ้ว (เป็นขนาดเดียวกับกล้อง Pilot ของปี ค.ศ. 1930 เศษ หรือ
กล้อง SLR ขนาด 35 มม. ของ Exa ในเวลาต่อมา) กล้องของ สมิท ออกจำหน่ายในปลายปี ค.ศ. 1884 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับกล้อง Palent
Monocular Duplex ของ E.W.Smith & Co., แห่งนิวยอร์ก ออกจำหน่ายด้วยกล้องที่ให้ภาพขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว ด้วยฟิล์มเพลท
และเลนส์ที่ให้ความเที่ยงตรงสูง จำหน่ายด้วยราคาเพียง 55 เหรียญอเมริกัน ในช่วงปี ค.ศ. 1885 – 1890จะพบเห็นว่าได้มีการอ้างอิง
และกล่าวถึงกล้อง Monocular Duplex ในเอกสารต่าง ๆ ของอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ในสมัยนั้น ส่วนกล้องขนาด 4 x 5 และ
4 ? x 6? นิ้ว ที่ใช้ฟิล์มม้วน (Roll film) โดยบราทอีสท์แมนก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ (ปี ค.ศ. 1886)

                                   
 
ในปี ค.ศ 1888 ยอร์จ อีสต์แมน ชาวอเมริกันได้ผลิตกล้องแบบมือถือรุ่นแรก เรียกว่า“กล้องบ๊อกซ์โกดัก”
( Kodax Box Cmera) ใช้ฟิล์มเป็นกระดาษ มีลักษณะเป็นม้วนยาวถ่ายภาพได้ 100 ภาพติดต่อกัน
เมื่อต้องการล้างต้องนำไป ที่ล้างทั้งกล้องและในปีเดียวกัน แม็คเค็ลเบน (S.D.Mckellen) ชาวอังกฤษ
ได้จดทะเบียนสิทธิบัตร กล้อง SLR ที่ใช้ กระจกสะท้อนภาพ ทำงานสัมพันธ์ กัสชัตเตอร์ แบบม้วน
(Roller – blind Shutter) อันเป็นต้นกำเนิดของการใช้ชัตเตอร์แบบม่าน (Focal – plan Sutter)
ในเวลาต่อมา โดยกล้อง Dr. hesekiel ที่ใช้ชัตเตอร์แบบเดียวกันนี้ผลิตขึ้นในปี 1895 ผลิตโดย
Dr. Hesekiel แห่งกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่ใช้ไม้มะฮอกกานีทำเป็นตัวกล้อง และให้ภาพขนาด
9 x 12 ซม. (3 ? x 4 ? ) แต่ใช้ความเร็วชัตเตอร์เพียงระดับเดียว และเป็นกล้อง SLR ที่ผลิตขึ้นในยุโรป
ระยะแรก ๆ ซึ่งพัฒนามาจากกล้องของอบราฮัม เดิร์ค โลแมน (Abraham Dirk Loman) ที่ได้ลิขสิทธิ์เมื่อ
ปี 1890 โดยที่กล้องของโลแมน (ผลิตในเมืองอัมสเตอร์ดัม) ซึ่งเป็นที่รู้จักจำหน่าย และ ใช้กันมากในประเทศ
อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ในปี 1890 เศษ ในชื่อว่า “กล้องนักสืบ” (“Adelphi” Detective Camera)

ในปี 1890 บริษัท ดับบลิว. วัตสัน และบุตรได้ผลิตกล้อง Vanneck ด้วยซัตเตอร์แบบกลไก ที่ทำงาน
ด้วยกระจกเงากระดกขึ้นลงเหมือนแบบของซัตตัน ด้วยความเร็ว 1/25 – 1/100 วินามี ใช้ฟิล์มเพลท
ขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว นอกจากนี้ยังมีกล้อง SLR อื่น ๆ ที่น่าสนใจของยุโรปที่ผลิตออกจำหน่ายในปี 1890 เศษ
อีกหายแห่ง เช่น ในออสเตรเลีย เยอรมัน อังกฤษ และรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิง กล้อง Mentor Reflex ที่ผลิต
โดยบริษัท Coltz & Breytmann แห่งเมืองเดรสเดนเยอรมัน ในปี 1897 – 1910 ซึ่งเป็นกล้อง SLR แบบพับ
ได้ และใช้ชัตเตอร์แบบม่านผ้า ความเร็ว 1/8–1/300 วินาที ใช้เลนส์ Zeiss Fressar 150 มม. F/4.5
มีแผ่นไดอะแฟรม และที่ปรับโฟกัสที่ตัวเลนส์ ด้วยการพัฒนากล้อง SLR ในอเมริกา ไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่นัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของปี 1890 เศษ ซึ่งเป็นเวลาที่ภาษีในการนำสินค้าเข้าของอเมริกาค่อนข้างสูง
เพื่อการป้องกันสินค้าประเภทอุปกรณ์การถ่ายภาพที่กำลังเฟื่องฟู ในยุโรปขณะนั้น อย่างไรก็ตามตั้งแต่ 1890
จนกระทั่งประมาณปี 1912 บริษัท Reflex Camera Co., ในกรุงนิวยอร์ก (ต่อมาย้ายไปอยู่ในนิวเจอซี ใช้ชื่อว่า
Newark) ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตกล้องถ่ายภาพ SLR ในเวลาต่อมา โดยรุ่นแรกๆ มักเป็นกล้องที่มีขนาดใหญ่ เช่น
กล้องขนาด 4 x 5 นิ้ว (ตัวกล้อง 7 x 8 x 17 นิ้ว) ต่อมาก็ผลิตกล้องที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เนื่องจากได้มีการพัฒนา
กล้อง SLR อยู่เสมอ แม้จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ ปรากฏขึ้นด้วยรูปแบบเพียง 2–3 แบบ ที่มีการพัฒนาต่อมา
โดยบริษัทผลิตกล้องในอังกฤษ เยอรมัน และอเมริกา ในช่วงหลังปี 1890 เศษ ซึ่งเป็นช่วงที่กล้อง SLR กำลังเป็นที่
น่าสนใจ และกำลังแพร่หลายนั้น จึงทำให้กล้องที่ผลิตขึ้นมาก่อนปี 1800 ได้กลายเป็นกล้องที่ล้าสมัย ไม่มีอะไรเป็น
พิเศษ และน่าเชื่อถือในคุณภาพอีกต่อไป

ในปี 1898 วิลเลี่ยม โฟลเมอร์ (William Folmer) ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Folmer & Schwing Mfg. Co.,(อเมริกา)
และเริ่มผลิตกล้อง Graflex ซึ่งเป็นกล้อง SLR รุ่นแรก หลังจากที่ได้ผลิตกล้อง Graphic ออกมาหลายรุ่นแล้ว
ดังนั้นชื่อ “Graflex” จึงน่าจะเชื่อถือได้ว่ามาจากคำว่า Graphic Reflex กล้อง Graflex รุ่นแรกที่ใช้ชัตตอร์
แบบม่าน ซึ่งในระยะแรกมีปัญหามาก แต่ต่อมาในราวปี 1903 ก็ได้ ปรับปรุงระบบกลไกของชัตเตอร์ใหม่ทั้งหมด
ทั้งยังผลิตกล้อง Auto Graflex ในขนาดต่าง ๆ ออกมาอีก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นกล้องของอเมริกาแบบเดียวที่
ยืนหยัดอยู่ได้จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนกล้องอื่น ๆ ที่ผลิตในต้นศตวรรษที่ 20 นี้ คือ Borsum Reflex
ที่ออกแบบโดย Louis Borsum และผลิตโดยบริษัท Reflex Camera แห่งอเมริกา ใช้ชัตเตอร์ความเร็ว
3 – 1 / 1800 วินาทีใช้ฟิล์มม้วนแบบกลักขนาด 4 x 5 และ 5 x 7 และต่อมาบริษัทเดียวกันนี้ก็ผลิตกล้อง SLR
ขนาดเล็ก (3 ? x 4 ? นิ้ว) ใช้เนส์แบบเสี้ยววงพระจันทร์ แบบติดตายตัว ใช้ชัตเตอร์ความเร็ว 4 ระดับ
คือ 1/10, 1/25, 1/50 และ 1/100 วินาที แต่ก็ไม่สู้จะประสบความสำเร็จนัก (ราวปี 1903) ยังมีกล้อง SLR
อื่นๆที่ผลิตโดยชาวอเมริกัน แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก เช่น Premo Reflecting, hall’s Mirror, Mirograph
และ Supr Reflex ซึ่งเก่าแก่ที่สุดก็เห็นจะเป็น Premograp ( 1905 – 1908) ผลิตโดยบริษัท Rochester
Optical Co., เป็นกล้อง SLR ขนาด 4 x 5 ที่สวยงาม ส่วนเหตุผลที่มิได้ผลิตกล้องรุ่นนี้ออกมาอีก
ก็เชื่อได้ว่าคงเป็นเพราะบริษัท Folmer & Schwing Mfg. ได้ร่วมตัวบริษัท Eastman Kodak (1905)
ร่วมกับบริษัท Rochester Optical (1903)จึงไม่มีนโยบายที่จะผลติหรือปรับปรุงกล้องรุ่นนี้ให้มาเป็นคู่แข่ง
กับกล้องในเครือข่ายของ Graflex ที่มีความสมบูรณ์กว่า

บริษัท Hall Camera Co.,แห่งเมืองบรูคสินิวยอร์ก ได้ผลิตกล้อง SLR ขนาดเล็กแบบพับได้ คือ กล้อง Hall Mirro
Camera (1910 – 1914) ใช้ชัตเตอร์แบบม่านอกมา 5 ขนาด คือ 2 ? x 4 ? , 3 ? x 4 ? , 31/4 x 5 ?, 4 x 5
และ 5x 7 นิ้ว แต่ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็อาจจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของกล้อง Graflex
ในสมัยนั้นทีเดียว กล้องSuper Reflex จากเมืองชิคาโก ได้ผลิตออกมาในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณปี 1913 โดยบริษัท
ชิคาโก แคเมรา ซึ่งเป็นกล้องขนาด 3 ? x 4 ? นิ้ว ใช้เลนส์ Wollensak f/ 6.3ยกเลิกชัตเตอร์แบบเก่า
(ที่ใช้เป็นกระจกสะท้อนภาพด้วย) มีลักษณะคล้ายคลึงกับกล้อง Exa ของเยอรมันมาก กล้อง Mirograph
(-1912 – 1914)ผลิตโดยบริษัท ไมโรกราฟ แคเมรา แห่งเมืองอินเดียนนา เป็นกล้องที่ออกแบบมาให้ใช้กับฟิล์มม้วน
ให้ภาพขนาด 2 ? x 4 ? และ 3 ? x 5 ? นิ้ว ใช้ ชัตเตอร์ม่านความเร็ว 1/10 – 1/1000 วินาที ด้วยเลนส์ขนาด f/6
ในขณะที่กล้องGraflexกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมากสำหรับกล้องSLRของอเมริกาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกล้อง
ชั้นนำ ในอังกฤษและเยอรมัน แม้ว่าในจำนวน ผู้ผลิตกล้อง SLR ออกมาจำนวนน้อยก็ตามซึ่งกล้องแบบ SLR
โดยทั่วๆ ไปแล้วแม้ว่าจะดูไม่ใหญ่โตนัก ในสมัยนั้น แต่ก็ดูเหมือนเป็นกล้องขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยฮู้ดสำหรับให้
ความสะดวกต่อผู้ใช้ในการปรับโฟกัสที่ส่วน บนปิด–เปิดได้ มีเบลโลวเพื่อใช้ปรับโฟกัสด้วยเลนส์ที่ส่วนหน้า
ของตัวกล้องจึงทำให้ดูเทอะทะและไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ดังนั้นต่อมาจึงนิยมผลิตกล้องที่พับได้ออกมามากขึ้น
เช่น กล้อง Kricheldorf ของเยอรมัน ที่ผลิตขึ้นมาให้ใช้กับฟิล์มม้วน โดยเฉพาะอันเป็นต้นกำเนิดของการนำฟิล์ม
ม้วนมาใช้กับกล้องจนทุกวันนี้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1(ค.ศ1914)เกิดผลให้การผลิตกล้องถ่ายภาพพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย ดังจะเห็นได้จาก
จำนวนกล้องถ่ายภาพทั้งในตลาดอังกฤษเยอรมัน และในสหรัฐอเมริกา ลดจำนวนลงอย่างมากจนกระทั่งภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นาน ก็ได้มีการพัฒนาโครงสร้างของกล้องถ่ายภาพแบบ SLR ใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะ
ลดทั้งขนาดของตัวกล้องและฟิล์มที่ใช้ ทั้งยังได้ปรับปรุงสารไวแสงที่ใช้กับเพลทและฟิล์ม เพื่อให้ได้ภาพที่มีเกรน
ละเอียดขึ้นอีกด้วย
ในปี 1921 กล้อง SLR ขนาดเล็กที่ใช้ง่ายชื่อ Paff ผลิตโดยบริษัท Ihagee แห่งเมือง Dresden ประเทศเยอรมนี ก็ออสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งมีตัวกล้องที่ทำด้วยไม้ทั้งหมดใช้ความเร็วชัตเตอร์ระดับเดียวมีเลนส์แบบเสี้ยว
วงพระจันทร์ (Meniscus Achromatlen) แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือรุ่น Plan – Paff ใช้ฟิล์มแผ่น (film pack)
ขนาด 4.5 x 6 ซม. และรุ่น Roll – Paff ใช้ฟิล์ม ม้วน (roll – fkilm) ให้ภาพขนาด 6 x 6 ซม. (2 ? x 2 ? นิ้ว)
โดยเดิมเรียกว่า ฟิล์มเบอร์ 117 เป็นที่สังเกตวากล้องที่ผลิตขึ้นในศตรวรรษที่ 20 นี้ก็ไม่จัดว่าเป็นกล้องที่มีประสิทธิภาพ
ที่ให้ความแน่นอนในคุณภาพที่นักนิยมการถ่ายภาพต้องการนักคุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าว ก็คือ คุณภาพการปรับโฟกัส
การเปลี่ยนระดับความเร็วชัตเตอร์ และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพของกล้องถ่ายภายในปัจจุบันใน
หลาย ๆ ลักษณะที่เราสามารถจำแนกประเภทด้วยขนาดของฟิล์ม ขนาดกล้อง และอื่น ๆ แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการ (ที่บางอย่างอาจะแย่ลงก็เป็นได้) กล้องที่ถือได้ว่าเป็นกล้องที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดรุ่นแรก ๆ ที่เริ่มผลิตในปี ค.ศ. 1930
เช่น กล้องเยอรมัน ชื่อ Noviflex (1935) ซึ่งเป็นกล้องที่ทำด้วยโลหะทั้งหมด หุ้มด้วยหนังแท้ และวัสดุอื่นๆ มีการเคลือบสีดำตามขอบมุม ส่วนที่เป็นปุ่มปรับควบคุมต่าง ๆ ก็มีการชุบเป็นโลหะที่มันแวววาวแล้ว
นอกจากนี้ยังใช้ชัตเตอร์แบบม่าน (focalplan) ด้วยความเร็ว 1/20 – 1/1000 วินาที และที่ B เลนส์ที่ใช้คือ Schneiders f/3.5 หรือ f/2.9, Meyer Trioplan f/2.8 และ Ludwing Victar f/3.5 ใช้ฟิล์มม้วนเบอร์ 120 จำนวน 12 ภาพ ซึ่งต่อมากล้องรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับปรุงในขนาดและรูปร่างอีกในปี ค.ศ. 1936 โดยใช้ชื่อว่า Karmaflex ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และใช้ฟิล์มขนาด 4 x 4 เซนติเมตร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความนิยมในตลาดได้นานนักจึงเลิกผลิตลงในปีเดียวกัน กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวที่ใช้ฟิล์มขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ที่นับว่าได้รับคามนิยมเป็นเวลานานตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ Korelle Reflex ของ Kochmann ที่ใช้ชัตเตอร์แบบม่านด้วยความเร็ว 1/25 –1/500 วินาที (ต่อมาปรับปรุงเป็น 1/100
–1/100 วินาที) นอกจากนี้ยังไดรวมเอาคันขึ้นไกชัตเตอร์ กับระบบขับเคลื่อนฟิล์มให้อยู่ด้วยกัน จนกระทั่งภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1955 ก็ได้ถูกลอกเลียนแบบโดยกล้องญี่ปุ่นชื่อ Reflex 66
ในปี ค.ศ. 1937 เยอรมันได้ผลิตกล้อง “Kine Exakta” รุ่น “Square” ออกมาด้วยการใช้ความเร็วชัตเตอร์ 12–1/100
วินาที เลนส์ถอดเปลี่ยนได้ แต่มีคันขึ้นไกชัตเตอร์รวมระบบขับเคลื่อนฟิล์มอยู่ด้านใต้ของฐานตัวกล้อง ซึ่งกล้องรุ่นนี้ก็เลิก
ผลิตไปในปีี ค.ศ. 1938 สืบต่อจากกล้อง Exakta รุ่นดังกล่าวก็คือ Exakta 66 ของปี ค.ศ. 1954
(66 หมายถึงใช้ฟิล์มขนาด 6 x 6 เซนติเมตร หรือขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว หรือฟิล์มเบอร์ 120) จากรูปทรงที่ค่อนข้าง
จะ เป็นทรงสูงทำให้เด่นดูสะดุดตากว่ากล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นก่อน ๆ ใช้เลนส์ Zeiss Tessar 80 มม. F/2.8 ความเร็วชัตเตอร์ 12 – 1/1000 วินาที

กล้อง Hasselblad ที่ผลิตโดยบริษัท Victor hasselblad แห่งประเทศสวีเดน เป็นผู้นำหน้าภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1948 ที่ใช้ชัตเตอร์ม่านด้วยความเร็ว 1 – 1/1600 วินาที และใช้เลนส์ kodak Ektar สามารถเปลี่ยนแมกกาซีนฝาหลัง เพื่อใช้ฟิล์มแบบอื่น ๆ ได้ด้วย ต่อมาภายหลังก็ผลิตรุ่นอื่น ๆ ออกมาอีก เช่น รุ่น 1000F ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 – 1/100 วินาที และรุ่น 500 C (1957) ใช้เลนส์ Zeiss ซึ่งรวมการใช้ชัตเตอร์
แบบกลีบโลหะระหว่างเลนส์ (Synchro – Compur) นับเป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวที่ใช้พิล์มขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ที่ยังได้รับความนิยมอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้
กล้อง Soligor 66 (1956) เป็นกล้องที่ทนทานของญี่ปุ่น ที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 – 1/500 วินาที (เปลี่ยนชื่อเป็น kalimar Reflex ในปี ค.ศ. 1964) ต่อมาได้ปรับปรุงให้มีความเร็ว ชัตเตอร์เป็น 1/5 – 1/500 วินาทีด้วย praktisix เป็นกล้องของเยอรมันนีตะวันออก (1962) ที่เข้าสู่ตลาดด้วยเลนส์แบบอัตโนมัติ ใช้คามเร็วชัตเตอร์ 1 – 1 / 100 วินาที ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Pentacon Six ใช้ฟิล์มเบอร์ 120/220 ใช้การปรับโฟกัสที่จอภาพด้วยปริซึมเล็ก ๆ กล้องขนาด 2 ? x 2 ? นิ้ว ของเยอรมันที่น่าสนใจอีกสองรุ่นก็คือ corfield 66 และ kilfitt โดย Corfield 66 เป็นกล้องที่ทนทานมาก และมีน้ำหนักถึง 3 ปอนด์ 5 ออนช์ ใช้ชัตเตอร์แบบม่าน ด้วยความเร็ว 1/ 10 – 1/500 วินาที กล้องทั้งสองรุ่นผู้ใช้สามารถเปลี่ยนฝาหลังได้ (Kilfitt ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่มีความยาวโฟกัส ในขนาด 50 มม. ถึง 500 มม. ได้อีกด้วย)
กล้องที่ใช้ฟิล์มเบอร์ 127 (2 ? x 1 5/8 นิ้ว) เป็นรุ่นแรก (1933) โดยบริษัท Ihagee ได้ผลิตออกมา 4 รุ่น คือ “Vest Pocket Exakta” อันดับแรก ภายหลังก็ผลิตรุ่น B ที่ใช้ความเร็วชัตเตอร์ 12 – 1 /100 วินาที รุ่น A เหมือนรุ่น B และเปลี่ยนเลนส์กันได้ แต่รุ่น A ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้เพียง 1/25 – 1- 100 วินาที รุ่น C (1937) มีลักษณะทั่วไปเหมือนรุ่น A แต่รุ่น C มิให้เปลี่ยนเครื่องปรับขนาดฟิล์ม (plate – back adapter) แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วการปรับความชัดที่จอภาพจะมีปัญหาอันเนือ่งมาจากระยะที่เปลี่ยนไป Exakta Junior (1936) เป็นรุ่นประหยัด เพราะเป็นรุ่นที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้กับกล้องรุ่นอื่น ๆ ความเร็วชัตเตอร์ 1/25 – 1/100 วินาที อย่างไรก็ตาม ในกล้องขนาดนี้ทั้ง 4 รุ่น ก็มิได้ผลิตออกมาอีกจากปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา
กล้องที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดที่ใช้ฟิล์มเบอร์ 127 ชื่อ Karma – flex ผลิตโดย Karl Arnold เมือง Merienberg ประเทศเยอรมนี มีชัตเตอร์ให้เลือกใช้เพียงบางความเร็วเท่านั้น คือ 1/25, 1/50 และ 1/100 วินาที และที่ T เลนส์ Vider หรือ Regulyt 6 เซนติเมตร f/4.5 นับเป็นกล้องที่ไม่ค่อยเป็นที่รักจักกัน มากนัก ซึ่งผลิตออกจำหน่ายในสั้น ๆ ในกลางปี ค.ศ. 1930 เศษ ๆ เท่านั้น

ในปี ค.ศ. 1960 กล้องของญี่ปุ่นชื่อ Komaflex – S ก็เข้าสู่ตลาดสากลด้วยการใช้ฟิล์มขนาด 4 x 4 ซม. ใช้เลนส์แบบติดแน่น ถอดเปลี่ยนไม่ได้ชื่อ Prominar f/2.8 และใช้ชัตเตอร์แบบกลีบโลหะ (Seikosha - SLV) ด้วยความเร็ว 1 / 1/500 วินาที แต่ก็ยังใช้คันขึ้นไกชัตเตอร์ แยกส่วนกับระบบขับเคลื่อนฟิล์ม ซึ่งก็มิได้เป็นจุดด้อยหรือจุดเด่นอะไรในสมัยนั้น กับกล้องที่มีราคาค่อนข้างถูก (79.95 ดอลลาร์)
การพัฒนากล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวในตลาดการแข่งขัน ได้พยายามปรับปรุงรูปพรรณสัณฐานกันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกล้องที่ใช้ฟิล์มขนาด 35 มม. นั้น ขอยกตัวอย่างเอาแต่เฉพาะกล้องที่ประดิษฐ์คุณลักษณะที่เป็นสิ่งใหม่ ๆ หรือเป็นผู้นำเทคนิคใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ส่วนกล้องที่มีคุณภาพดี ๆ บางยี่ห้อและบางรุ่นที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ ผู้เขียนจะพยายามนำมาเสนอในโอกาสต่อไป
กล้องที่ถือว่าเป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวขนาด 35 มม. กล้องแรกคือกล้องที่ผลิตโดย Ihagee ชื่อ Kine Exakta (1936) ชื่อ “Kine” หมายถึง การใช้ฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 35 มม. (นับจากขอบที่มีรูหนามเตย) กล้องรุ่นนี้ระดับความเร็วชัตเตอร์
12–1/1000 วินาที นับเป็นกล้องชนิดแรกที่ได้นำใบมีดสำหรับตัดฟิล์มเอาไว้ในตัวกล้องด้วย (เหมือนกันจนถึงรุ่น VX II a) ใช้คันขึ้นไกชัตเตอร์ร่วมกับการเลื่อนฟิล์ม สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วยการใช้การใส่เลนส์แบบเขี้ยว หรือเรียกว่า แบบสลักยึด (Bayonet Mount) ต่อมาชื่อ “Kine” ที่นำหน้าก็ได้ยกเลิกไปในปี ค.ศ.1950
Kine Exakta เป็นกล้อง SLR ชนิดเดียวที่เหลืออยู่ในตลาดการแข่งขัน จนกระทั่งกล้อง Praktiflex (1940) ซึ่งเป็นกล้องอยู่ในตระกูลเดียวกับ Praktica FX และ FX-3 ซึ่งเป็นกล้องที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ใช้การมองภาพระดับเอว ด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1/20 – 1/500 วินาที

กล้อง SLR สองรุ่นที่ถือกันว่ามีคุณภาพคุ้มกับราคาในสมัยนั้นก็คือ กล้อง Contax – S และ ALPA Reflex (1947) โดยที่กล้อง Contax – S ซึ่งผลิตในเยอรมนีตะวันออก ด้วยการออกแบบโดยบริษัท Zeiss ikon และได้พัฒนามาก่อนสงคราม แต่การผลิตก็มิได้เริ่มขึ้น จนกระทั่งบริษัท Zeiss ikon แยกตัวมาจากเมือง Dresden
Contax – S นับเป็นกล้อง SLR รุ่นแรกที่ใช้ปริซึมห้าเหลี่ยม (Pentaprism) ที่เป็นต้นแบบของกล้องชนิดนี้ในเวลาต่อมาแต่จากการตัดสินใจของศาลเมื่อปี ค.ศ.1966 อนุญาตให้โรงงานฝ่ายตะวันตก (Zeiss Oberkochen) ได้สิทธิในการใช้ชื่อกล้อง Contax และผลิตเลนส์ชื่อ Carl Zess T* ดังนั้นโรงงานที่อยู่ฝ่ายตะวันออกจึงเปลี่ยนชื่อกล้องที่ตนผลิตเป็น Pentacon (ภายหลังก็ยังเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่นอีก) กล้อง ALPA Reflex เป็นกล้อง SLR รุ่นแรกของ ALPA ที่ผลิตในประเทศสวิสโดย Jacques Bolsey แห่งบริษัท Pignons S.A. เมือง Ballaigues เป็นกล้องที่ใช้หัวปริซึมเช่น เดียวกับกล้อง Rectaflex (1955) ซึ่งผลิตโดยบริษัท Polaroid Inc. แห่งเมือง Cambridge มลรัฐ Massachusette ประเทศสหรับอเมริกา กล้อง Rectaflex นับว่าเป็นกล้องที่แปลกประหลาดกว่ากล้อง SLR อื่น ๆ ในขณะนั้น คือ ตัวกล้องมีแป้นหมุนที่ประกอบด้วยเลนส์สามชนิดรวมอยู่ในแป้นเดียวกัน ผู้ใช้หมุนเปลี่ยนเลือกใช้ได้โดยมิต้องแยกออกเป็นส่วน ๆ เหมือนดังปัจจุบัน ซึ่งการเปลี่ยนเลนส์วิธีนี้ก็มีใช้อยู่ในกล้องถ่ายภาพยนตร์หลายยี่ห้อที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในเวลานั้น
ในราวปี ค.ศ.1950 กล้อง Ucflex ที่ผลิตโดย Elop G.M.B.H. แห่งเยอรมนีตะวันตก มีสิ่งที่น่าสนใจก็คือมีการใช้ระบบสวิตช์อัตโนมัติในการมองภาพโดยตรงเพื่อแก้อุปสรรคที่จอภาพมืด (Mirror black out) ขณะที่มีการบันทึกภาพได้เป็นครั้งแรก กล้อง Contaflex 1 (1953) ของเยอรมนีตะวันตก
เป็นกล้องขนาดเล็กเหมาะมือ ที่ใช้เลนส์แบบติดตายตัวและเป็นแบบชัตเตอร์อยู่ระหว่างเลนส์ ซึ่งใช้ได้กับไฟ แฟลชบัลบ์หรือไฟแฟลชชนิดอื่น ๆ ได้ทุกความเร็วชัตเตอร์และเป็นกล้องแบบแรกที่ถือกันว่ามีความทนทาน
เป็นเยี่ยมในขณะนั้น ในปี ค.ศ. 1954 เยอรมนีตะวันตกได้ผลิต Mecalfex ซึ่งใช้ชัตเตอร์หลังเลนส์ (prontor - Reflex) ด้วยความเร็วชัตเตอร์ 1 – 1/300 วินาที นอกจากนี้ ในขณะที่กล้อง SLR แบบอื่น ๆ ใช้วิธีการใส่เลนส์แบบเปลี่ยนเฉพาะส่วนหน้า (Front Component) เช่น กล้อง Contaflex และ Retina Reflex กล้อง Mecaflex เป็นกล้องแบบแรกที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ออกได้ทั้งชุดเป็นครั้งแรก และใช้การเปิดรูรับแสงแบบเปิดกว้าง
เต็มที่ (Fully automatic diaphragm) เป็นครั้งแรก ในขณะที่กล้องอื่น ยังทำไม่ได้ ต่อมากล้องมามิยา ได้นำวิธีการนี้ไปใช้ในการผลิตเลนส์ของตน กล้อง Mecaflex เป็นกล้อง SLR ที่มีลักษณะรูปร่างภายนอกที่แปลกออกไป
จากกล้องถ่ายภาพอื่น ๆ ก็คือ ตัวกล้องทำเป็นฝา ปิด – เปิด ได้คล้ายกับกล้อง National Graflex ในปี 1932 และกล้องอื่น ๆ อีกหลายแบบในอดีตที่ใช้วิธีเดียวกันนี้ ดังนั้นเมื่อเปิดฝาออกเพื่อใช้งาน จึงดูเกะกะ เกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม
กล้องรุ่นนี้ก็มิได้มีการสั่งเข้าไปจำหน่ายในประเทศภาคพื้นยุโรป และอเมริกา หรือเป็นเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนักในปีเดียวกันนี้ (1954) ญี่ปุ่นได้ผลิต Asahiflex II B (รุ่นแรก คือ
Asahiflex – 1 เป็นรุ่นที่ถอดแบบมาจากกล้อง Praktiflex ของเยอรมัน ซึ่งผลิตออกมาในปี 1952 ซึ่งนับเป็นกล้อง SLR ที่ผลิตเป็นครั้งแรกของญี่ปุ่นในเวลานั้น) กล้อง Asahiflex II B เป็นกล้องที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อสามารถใช้ระบบ “กระจกสะท้อนแสงภาพคืนกลับทันที” (Instant – return mirror) ช่วยแก้ปัญหาจอภาพมืด ภายหลังจากลั่นไก
ชัตเตอร์ อันเนื่องมาจากการที่กระจกสะท้อนภาพขึ้นไปปิดค้างที่จอภาพได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จึงนับว่าเป็นกล้องรุ่น
ที่บุกเบิกวิธีการใหม่นี้ให้กับวงการผลิตกล้องถ่ายภาพในทุกยี่ห้อ/ทุกรุ่น ต่อ ๆ มาอย่างแพร่หลาย ต่อมาได้มีการนำ
เอาเกลียวแบบที่ใส่เลนส์แบบใหม่ อันถือได้ว่าเป็นแบบเกลียวที่ใช้เป็นมาตรฐานสืบต่อมา ตั้งแต่กล้อง Pentax (1957)
เรียกว่า Asahi – Pentax Thread mount

ในปี ค.ศ. 1957 เป็นเวลาที่กล้อง SLR นิยมใช้การมองภาพในระดับตกกันมากขึ้น ดังนั้น นิคอนก็ได้ผลิต
Nikon F ที่เป็นกล้อง SLR รุ่นแรกออกมา ให้สามารถเปลี่ยนหัวปริซึม และช่องมองภาพ กระจกจอภาพ ทั้งยังติดเครื่องช่วยขับเคลื่อนฟิล์มอัตโนมัติได้อีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จากบรรดามืออาชีพในขณะนั้น และทำให้นิคอน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ยังมีกล้องอีกสามยี่ห้อที่น่าจะกล่าวถึงก็คือ กล้อง Voigtlander Bessamatic, Olympus Pen – F (1963) และ Konica Auto S Reflex ซึ่งกล้องที่เด่นมากที่สุดก็คือ Voigtlander Bessamatic เพราะเป็นกล้องรุ่นที่สามารถเปลี่ยนใส่เลนซ์ซูม Voigtlander – Zoomar 36-82 มม. ซึ่งถือได้ว่าเป็นเลนซ์ซูมที่ได้มาตรฐานเป็นครั้งแรก (สำหรับกล้อง SLR) กล้อง Olympus Pen – F เป็นกล้องที่ใช้ถ่ายครึ่งกรอบภาพ (half – frame) ในกล้อง SLR กล้องโคนิก้า Auto S Reflx (ในญี่ปุ่นใช้ชื่อ Autorex) ที่ผลิตในปี ค.ศ.1966 เป็นกล้องที่มีให้ผู้ใช้เลือกถ่ายได้ทั้งแบบเต็มกรอบภาพ และครึ่งกรอบภาพ ในกล้องเดียวกันเป็นครั้งแรก (แต่ในกล้องแบบ 35 มม. โดย Simplex ได้ใช้วิธีนี้มาก่อนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1914)
ในปี ค.ศ.1963 กล้อง Conlaflex Super 35 ใช้การบันทึกภาพด้วยระบบอัตโนมัติ (Auto – exposure) เป็นครั้งแรก โดยผู้ใช้ตั้งความเร็วชัตเตอร์เอง ส่วนกล้องจะปรับขนาดรูรับแสงให้โดยอาศัยเครื่องวัดแสง
ในตัวกล้อง ซึ่งในปีเดียวกันนี้ Topcon Super – D (1963) ใช้วิธีการวัดแสงผ่านเลนส์ด้วยเชลล์แคดเมียมซัลไฟด์ (CdS)เป็นครั้งแรกในขณะที่กล้องอื่นๆยังใช้เซลล์เซลเนียมแบบวัดแสงไม่ผ่านเลนส์และแบบแยกส่วนกันอยู่ในเวลา
นั้น จึงทำให้ยุคของเครื่องวัดแสงที่ใช้เซลล์เซเลเนี่ยมค่อย ๆ หมดไป และต่อมาในปี ค.ศ.1965 กล้อง Pentax Spotmatic ก็นำระบบวัดแสงผ่านเลนส์แบบวัดเฉพาะจุดมาใช้เป็นครั้งแรก
ในหลายปีต่อมาหลังจากได้มีการผลิตกล้อง SLR ออกจำหน่ายในตลาดกันหลายยี่ห้อ/รุ่น ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กัน โดยพยายามแข่งขันกันในด้านการอำนวยความสะดวกในการใช้ รูปร่าง และตำแหน่งการควบคุมต่าง ๆ รวมทั้งได้มีการผลิตเลนส์ และอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ สำหรับใช้ร่วมกับกล้องแบบนี้แล้ว ต่อมาในปี ค.ศ.1972 การผลิตกล้องถ่ายภาพ ก็มีแนวโน้มว่าจะนำเอาระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับกล้องถ่ายภาพมากขึ้น เพื่อนอกจากจะเป็นการแข่งขันในด้านกล้องที่มีน้ำหนักเบาแล้วยังได้มีการพัฒนาทางด้านระบบอัตโนมัติมากขึ้นด้วย เริ่มด้วยกล้องเพนแทคซ์ รุ่น Electro Spotmatic ซึ่งนำระบบปรับความเร็วชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ (Aperture Priority) มาใช้เป็นครั้งแรก ส่วนกล้องที่ถือกันว่าเป็นผู้นำทางด้านกล้องขนาดเล็ก และมีน้ำหนักเบาได้แก่ กล้อง Olympus
รุ่น OM-1 (1972) โดยมีน้ำหนักเพียง 660 กรัม ซึ่งภายหลังก็ได้มีการผลิตกล้องที่มีน้ำหนักเบา
อีกหลายยี่ห้อ เช่น Nikon รุ่น FM มีน้ำหนัก 590 กรัม (ไม่รวมเลนส์) ซึ่งผลิตในปี ค.ศ.1977 เพนแทคซ์ รุ่น ME
(1976) มีน้ำหนัก 460 กรัม (เฉพาะตัวกล้อง) ซึ่งเป็นกล้องแบบแรกที่ใช้เซลล์แกลเลี่ยม อาร์เซนไนซ์ (Gallium arsemic) ในเครื่องวัดแสงประจำกล้อง แคนนอน รุ่น AE-1 (1976) มีน้ำหนัก 590 กรัม ภายหลังก็ยังมีรุ่น AV-1 (1979) มีน้ำหนักเบากว่า คือ หนัก 490 กรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักเบามากแล้วในขณะนั้น แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการนำวัสดุสังเคราะห์มาใช้
เป็นส่วนประกอบ และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าระบบกลไกจึงทำให้กล้องถ่ายภาพในยุคหลังๆ นี้ยิ่งมีน้ำหนักเบากว่า
ในอดีต ซึ่งกลายเป็นเรื่องไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากนัก

ในปี ค.ศ.1976 ได้มีการแข่งขันในด้านการผลิตฟิล์มที่มีความไวแสงสูง เช่น ISO 1600 และภายหลังจากที่มีการผลิต
ไฟฟ้า แฟลชอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตนโนมัติเมื่อปี ค.ศ.1965 เป็นครั้งแรกโดย Honesywell’s Auto Strobonar แล้วนั้น แคนนอนก็ผลิต Canon AE-1 ซึ่งเป็นกล้องรุ่นแรกที่ผลิตด้วยการใช้เครื่องจักมากกว่ามือมนุษย์เป็นครั้งแรก และที่แปลกว่า
กล้องแบบอื่น ๆ ก็คือ ใช้ระบบปรับรูรับแสงสว่างร่วมกับไฟแฟลชโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรกจนทำให้เป็นกล้องที่มีราคาต่ำ
คุณภาพดี และครองตลาดอยู่ได้นานหลายปี
ในปี ค.ศ.1978 เป็นการเริ่มต้นของการนำระบบการปรับความชัดโดยอัตโนมัติมาใช้กับกล้อง 35 มม. พร้อมกับการใช้ฟิล์ม DX ที่สามารถตั้ง ISO ของฟิล์มด้วยตัวกล้องเอง เป็นครั้งแรก แต่วิธีการนี้ก็ยังมิได้นำมาใช้กับกล้อง SLR แต่อย่างใด ในปีนี้เองที่ความโต้แย้งกันระหว่าง ระบบอัตโนมัติสองระบบ คือ ระหว่างระบบปรับความเร็วชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ และระบบปรับรูรับแสงโดยอัตโนมัติ สิ้นสุดลงด้วยการรวมเอาทั้งสองระบบเข้าไว้ในกล้อง SLR ตัวเดียวกันด้วยกล้องมินอลต้า รุ่น XD –11 และต่อมาก็ถูกแซงหน้าโดยกล้องแคนนอน รุ่น A – 1 (1978) ที่เพิ่มระบบโปรแกรมการบันทึกภาพ (Program AE Mode) เข้าไว้ด้วยเป็นครั้งแรก
ในปี ค.ศ.1981 เป็นปีเริ่มต้นของการนำระบบการปรับโฟกัสอัตโนมัติมาใช้กับกล้อง SLR เป็นครั้งแรก โดยกล้องเพนแทคซ์ รุ่น ME – F (ใช้ระบบมอเตอร์หมุนที่ตัวเลนส์) และก็ติดตามมาด้วย โอลิมปัส รุ่น OM-30 (1982) แคนนอน รุ่น AL-1 (1982) และนิคอน รุ่น F-3 AF (1983)
ในปี ค.ศ. 1982 กล้องมินอลต้าประสบความสำเร็จอย่างมากที่ผลิตกล้องมินอลต้า รุ่น X –700 ออกจำหน่าย และได้รับรางวัลในฐานะเป็นกล้องยอดเยี่ยมแห่งปีในยุโรปเป็นครั้งแรกของโลก จนทำให้กล้อง SLR ของมินอลต้าขายดีเป็นอย่างมาก จนสามารถคิดค้นกล้องมินอลต้า รุ่น Maxxum –700 (1985) ที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีแนวล้ำยุค โดยการใช้ระบบปรับโฟกัสที่สมบูรณ์แบบ กับกล้องที่มีระบบมอเตอร์โฟกัสอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบ กับกล้องที่มีระบบมอเตอร์ไดรฟ์ในตัวเอง ทั้งยังมีจอภาพบอกสัญญาณต่าง ๆ แยกส่วนจากจอภาพบนตัวกล้องเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว จึงเป็นเหมือนการเปิดประตูไปสู่ก้าวใหม่ของวงการผลิตกล้องถ่ายภาพแบบ SLR จนทำให้กล้องแบบนี้ในรุ่นก่อน ๆ กลายเป็นเสมือนกล้องล้าสมัยโดยสิ้นเชิง เพราะกล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นหลัง ๆ นี้ก็มีแนวโน้มว่า จะใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ดังกล่าวมากขึ้น เช่น กล้องแคนนอน รุ่น T-80 (1985) (แคนนอน รุ่น T – 50,70 ปี 1983เป็นรุ่นที่ผลิตออกมา
ก่อนด้วยระบบมอเตอร์ไดรฟ์ในตัว) ส่วนนิคอนก็ไม่ยอมน้อยหน้า จึงผลิตรุ่น N – 2000 หรือ ใช้ชื่อ F – 301 (1985) สำหรับกล้องที่จำหน่ายในแถบเอเชีย ด้วยกล้องที่ใช้ระบบคล้าย ๆ กัน เช่น สามารถใช้ระบบควบคุม
การถ่ายภาพจากระยะไกลได้ มีระบบปรับโฟกัสอัตโนมัติ และมีมอเตอร์ไดรฟ์ในตัวนอกเหนือจากระบบอัตโนมัติ
อื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
ในปี ค.ศ.1986-1987 เป็นปีแห่งการแข่งขันกันในการใช้ระบบปรับความชัดอัตโนมัติแบบต่าง ๆ เช่น แบบปรับต่อเนื่อง ปรับแบบล็อค ปรับแบบแสงอินฟาเรด และปรับแบบคอนทราส (อ่านเรื่องการปรับโฟกัสอัตโนมัติ) และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตั้งไฟแฟลชอิเล็กทรอนกิส์ ให้รวมอยู่ในตัวกล้อง (กล้องขนาดเล็ก แบบอื่น ๆ ทำมาก่อน) เริ่มด้วยกล้องโอลิมปัส รุ่น OM – 707 หรือ OM – 77 AF (1986) ในยุโรป ทั้งยังเป็นกล้องแบบแรก
ที่ใช้ร่วมกับไฟแฟลชที่ออกแบบเป็นพิเศษ ให้ถ่ายภาพสัมพันธ์กับไฟแฟลชด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงถึง 1/2000 วินาที ส่วนกล้องที่ผลิตออกมาในรุ่นเดียวกันนี้ ก็คือ ยาชิก้า รุ่น 230 AF (ในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า Kyocera 230 AF) ใช้ไฟแฟลชเล็ก ๆ แบบแยกส่วนติดบนส่วนหัวปริซึม แต่ของเพนแทคซ์ รุ่น SFX (อเมริกาใช้ชื่อ SF – 1) ใช้แบบเปิดฝาที่หัวปริซึม ในปี ค.ศ. 1988 -1989 ขณะที่กล้องหลาย ๆ ยี่ห้อได้พยายามแข่งขันกันผลิตกล้องที่
อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ผู้ใช้มากขึ้น นับตั้งแต่ระบบปรับโฟกัส อัตโนมัติ เลื่อนฟิล์ม กรอฟิล์มย้อนกลับเอง
วัดแสงเฉพาะจุดและอื่นๆในกล้องตัวเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แยกส่วนมาประกอบภายหลังให้ยุ่งยากเหมือน
ก่อนแล้ ความพยายามที่จะเป็นผู้นำหน้าในการใช้ชัตเตอร์ความเร็วสูงก็กลับมาอีกด้วยการนำของกล้องนิคอน
รุ่น F – 801 (1988) ที่ใช้ความเร็วชัดเตอร์สูงถึง 1/8,000 วินาที ซึ่งนะระยะเดียวกันนี้เอง มินอลต้าก็ทำให้
วงการกล้องถ่ายภาพต้นตะลึงถึงการใช้ “ไฮเทค” ด้วยแผ่นโปรแกรมการ์ดเทคนิคพิเศษกับระบบคอมพิวเตอร์
ขนาดจิ๋วในกล้อง เพื่อช่วยควบคุมการทำงานและความแม่นยำในการใช้มากขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยมินอลต้า รุ่น DYNAX – 7000 i (1988) ดังนั้นเห็นทีว่าหนังสือที่ท่านกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้คงจะให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ทันสมัยอยู่เสมอไม่ได้แน่ตราเท่าที่ความเจริญทางเทคโนโลยียังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
 
การถ่ายภาพในเมืองไทย
สำหรับประเทศไทยมีหนังสือเก่าชื่อว่า สยามประเภทฉบับลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ 2444 กล่าวว่าเรามีช่างถ่ายภาพ
ครั้งแรกในสมัยราชกาลที่ 3 ก.ศ.ร. กุหราบ เจ้าของหนังสือได้เขียนเล่าในหนังสือว่า ช่างที่ถ่ายรูปคนแรกในสมัย
รัชกาลที่ 3 นั้นคือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศสชื่อ ปาเลอกัว และคนไทยที่เป็นช่างถ่ายภาพคนแรก คือ พระยากระสาปน์
กิจโกศล(นายโหมด)ในปัจจุบันเชื่อกันว่าสังฆราชปาเลอกัวเป็นช่างคนแรกและเป็นอาจารย์ของพระยากระสาปน์กิจโกศล
(นายโหมด) และนายโหมดมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป้นที่ยอมรับกันโดยทั่งไป เช่น ในบทพระราชนิพนธ์
เรื่อง “เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย” ของราชกาลที่ 5 จากหนังสือกุมารวิทยา ในหนังสือสยามประเภท
เมื่อพูดถึงสังฆราชปาเลอกัวก็จะพูดถึงนายโหมดทุกครั้ง การถ่ายภาพในเมืองไทยได้พัฒนาอย่างมากในรัชกาลที่ 5
ทราบได้จากการเปิดร้านถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากแต่ก่อนคนที่จะถ่ายภาพจะต้องเป็นคนชั้นสูงเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่ทำให้การถ่ายภาพในเมืองไทยพัฒนาเป็นผลมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพเป็นอันมาก ทรงจัดมีการอวดรูปภาพ และประชันภาพขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5
เสด็จประภาพยุโรป ครั้งที่ 2 ทรงมีกล้องถ่ายรูปคู่พระหัตถ์ คือ “กล้องโกแด็กอย่างโปสตก๊าด” ถ่ายโดยใช้ฟิล์มจึงอนุมาน
ได้ว่า ฟิล์มเซลลูลอยด์นั้น ได้เข้ามาเมืองไทยประมาณ พ.ศ. 2448


อ้างอิงhttp://courseware.payap.ac.th/docu/ca205/Leson1.htm

ประวัติ เครื่อง คิด เลข - Calculatorthailand


     ประวัติ เครื่อง คิด เลข - Calculatorthailand


นิยามของเครื่องคิดเลข

      เครื่องคิดเลข เป็นเครื่องมือกลหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยมนุษย์คำนวณและแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ให้ได้คำตอบอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีวงจรอิเล็กทรอนิกส์และการทำงานบันทึกอยู่ภายใน เครื่องคิดเลขได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันเครื่องคิดเลขมีความสามารถสูงมาก สามารถทำกราฟ คิดสูตรตรีโกณมิติ ได้

     ในอดีตยังไม่มีความรู้เรื่องอิเล็กทรอนิคส์ มีการใช้เครื่องมือกลคำนวณตัวเลขต่างๆ เช่นในประเทศจีน จะมีการใช้ลูกคิด ส่วนทางตะวันตกซึ่งมีความเจริญทางคณิตศาสตร์มากก็จะมี abaci, comptometers, Napier's bones, slide rules และอื่นๆอีกมากมาย

     โดยทั่วไปเครื่องคิดเลขธรรมดาก็จะประกอบด้วย

1. แหล่งพลังงาน ปกติจะเป็นถ่านไฟฉาย หรือบางเครื่องอาจจะมีเซลสุริยะ(Solar cell) ด้วย
2. จอแสดงผล ซึ่งปกติมักจะเป็น หลอด LED หรือ จอคริสตอลเหลว (Liquid crystal: LCD) ใช้แสดงตัวเลขที่คำนวณ มีทั้ง 8 หลัก, 10 หลัก หรือ 12 หลัก
3. วงจรอิเล็กทรอนิกส์
4. ปุ่มกดสำหรับใส่ตัวเลข และคำสั่ง

วิวัฒนาการของเครื่องคิดเลข

     เมื่อมนุษย์รู้จักการคิด รู้จักการนับ ก็เริ่มมีความพยายามหาวิธีการ  ในการนับของตัวเอง โดยครั้งแรกก็ใช้นิ้วมือช่วยในการนับ เมื่อนิ้วมือเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอสำหรับการนับ ก็พยายามคิดหาอุปกรณ์อย่างอื่น มาแทน โดยเริ่มนับก้อนหิน ก้อนกรวด ปมเชือก เปลือกหอย
 
    ต่อมาความคิดของมนุษย์ก็มีพัฒนาการขึ้น  รู้จักคิดในสิ่งที่ยากและซับซ้อนการนับมากและต่อเนื่องขึ้น เขาจึงหาวิธีที่จะทำการรวบรวมการนับของเขาไว้ด้วยกัน ก็หาวิธีใหม่โดยการใช้วิธีการจดบันทึกสิ่งของ แรกเริ่มโดยการขีดบนพื้นดิน ต่อมาก็ใช้บันทึกลงบนกระดาษ
 
   เมื่อมนุษย์ มีความต้องการด้านการคำนวณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จึงได้คิดค้นอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาช่วยในการนับและการคำนวณ และเมื่อประมาณ 2600 ปี ก่อนคริตศักราช มีชาวจีน ได้ประดิษฐ์เครื่องมือการนับ ซึ่งถือเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรก เรียกว่า ลูกคิด (Soroban or Abarcus) เพื่อใช้ในการคำนวณที่ค่อนข้างง่าย และลูกคิดยังเป็นเครื่องคิดเลขที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ลักษณะการทำงานของลูกคิดนั้น ใช้วิธีการนับ ซึ่งเป็นพื้นฐานของ คอมพิวเตอร์ดิจิตอล (Digital Computer) แต่ลูกคิดยังมีข้อเสีย คือ ไม่สามารถบันทึกการคำนวณเอาไว้ตรวจสอบไม่ได้ มนุษย์จึงพยายามหาวิธีการผ่อนแรง ด้วยการสร้างเครื่องมือคำนวณ ชนิดต่างๆ ขึ้นต่อไป

                                                                                                                                         

     ในปี ค.ศ. 1617 : จอห์น เนปียร์ (John Napier) นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ ได้สร้างคิดอุปกรณ์ที่ช่วยในการคูณ การหาร หรือถอดกรณฑ์ให้ง่ายขึ้น เรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่า ตารางลอกการิทึม หรือ Napier's bone
                                                              

     ในปีถัดมา : วิลเลียม ออกเกด (Willium Ougtred) นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ได้ผลิตไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule) เพื่อช่วยในการคูณซึ่งนิยมใช้กันมากในงานด้านวิศวกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์
 
     ในปี ค.ศ. 1623 : เบล์ส ปาสคาล (Blaise Pascal) นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ ชาวผรั่งเศส ซึ่งได้ถูกขึ้นชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่าคือผู้คิดค้นและผู้ประดิษฐ์เครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลก ซึ่งก็คือเครื่องจักรกลที่สามารถบวกและลบได้ในรูปแบบของจำนวนเลขฐานสิบ โดยใช้ฟันเฟืองเป็นตัวทดกันได้ 8 ตัว วางขนานเป็นแนวนอน โดยตำแหน่งของวงล้อนี้จะมองเห็นจากภายนอก ส่วนตัวเลขจะไปปรากฎที่ฝาครอบวงล้อ แต่ละวงจะมีฟันเฟืองอยู่ 10 อัน ซึ่งแต่ละอันจะแทนเลข 1 หลักนั่นเอง ดังนั้น เมื่อเฟืองหมุนครบ 10 ก็จะมาเริ่มต้นที่ 0 ใหม่ แล้วทำให้เฟืองที่อยู่ถัดไปหมุน 1 หลัก ซึ่งเป็นการทดเลขขึ้นไปนั่นเอง จากการทำงานของเครื่องบวกเลขนี้ เป็นหลักการเช่นเดียวกับการวัดระยะทาง ตามที่ปรากฏบนหน้าปัทม์รถยนต์ทั่วๆไป

                                                                         

 



  ในปี ค.ศ. 1646 : กอทฟริด วิลเฮลม ลิปนิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่สามารถคูณ หารและหารากที่สอง เรียกเครื่องมือชนิดนี้ว่า อาริทโมมิเตอร์ (Arithmometer Machine)
                                                                             
                                                    
     จากนั้นหลายร้อยปี  วิวัฒนาการก็เดินทางต่อมาเรื่อยๆ จนถึงยุคของวิลเลี่ยม สเวียด เบอร์ร็อคส์ (William Seward Burroughs) เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือในการคำนวณ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก และยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี 1885 สำหรับ 'Calculating Machine' ซึ่งได้สิทธิบัตรในปี 1888 และได้สร้างระบบการคำนวณสำหรับธนาคารในยุคนั้นขึ้นมา

ต่อมาหลังจากวิลเลี่ยมเสียชีวิตไปแล้วบริษัทของตระกูลเขาก็ยังคงพัฒนาระบบการคำนวณที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
                                                                    
                                    ภาพสิทธิบัตร เครื่องคิดเลขเครื่องแรกของโลก ของ Burroughs

     การพัฒนาและการคิดค้นเครื่องมือคำนวณของคนเก่าแก่ในสมัยนั้นได้ทำให้หลายคน ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ จนมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น



http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080904235851AAv62Ws  
http://www.pattana.ac.th/E-book_yum/COm_history/WORK/historycom.htm    

ประวัติหุ่นยนต์ ความฝันของมวลมนุษยชาติ


 ประวัติหุ่นยนต์ ความฝันของมวลมนุษยชาติ

       
ประวัติหุ่นยนต์ : แม้แต่ชาวกรีกโบราณก็เคยวาดฝันถึงอุปกรณ์ที่สามารถแบกรับงานที่หนักหนาสาหัสแทนพวกเขาได้ โดยได้มีการกล่าวถึงเครื่องกลสำหรับการสงครามในมหากาพย์อีเลียตของ Homers (800 ปีก่อนคริสตกาล) หรือแม้แต่นักปราชญ์อย่าง Aristotle ก็ได้เคยบันทึกไว้ในช่วง 4 ปีก่อนคริสตกาลเกี่ยวกับเครื่องจักรกลอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าฟังก์ชันแรกสุดของหุ่นยนต์นั้นได้ถูกออกแบบไว้มาแต่โบราณแล้ว

          โดย Archytas of Toronto ที่อุปกรณ์ที่มีลักษณะเหมือนนกพิราบที่ทำจากไม้ของเขาสามารถบินจากกิ่งไม้ไปยังกิ่งไม้ของต้นไม้อีกต้นหนึ่งได้โดยอาศัยไอน้ำ อย่างไรก็ดี อุปกรณ์ของเขาก็ดูจะเข้าข่ายเป็นของเล่นมากกว่าจะช่วยลดภาระการทำงานของมนุษย์

          เหตุการณ์สำคัญลำดับที่สองในหน้าประวัติศาสตร์ของหุ่นยนต์ก็ยังคงหนีไม่พ้นของเล่น และยังคงไม่ช่วยให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้นแต่อย่างใด โดยในปีค.ศ. 1206 นักวิชาการชาวมุสลิมชื่อ Al-Dschazari ได้ออกแบบเรือที่มีวงดนตรีนั่งเล่นอยู่ข้างในสำหรับเพื่อถวายความบันเทิงแก่บรรดาแขกของเชื้อพระวงศ์ จากนั้นในปีค.ศ. 1783 ชาวฝรั่งเศสชื่อ Jaques de Vaucanson ได้สร้างเป็ดที่มีกลไกที่สามารถกิน และย่อย (บดเมล็ดพันธุ์พืช) ได้

แรงงาน: ลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม
ในแง่ของข้อมูลวิชาการสมัยใหม่ ประวัติของหุ่นยนต์นั้นได้เริ่มขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1921 โดยในขณะนั้นมีนักเชียนชาวเชคที่ชื่อ Karel Capek ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “R.U.R.” (Rossums Universal Robot) ที่มีการกล่าวถึงเรื่องของหุ่น
ยนต์และฟังก์ชันการทำงานของมันเป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้น พัฒนาการของหุ่นยนต์ก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ตัวแรกมีชื่อว่า “Televox” ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1927 ตามมาด้วยหุ่นยนต์ “Gakutensoku” ของ
ญี่ปุ่นในอีกหนึ่งปีถัดมา

                

          ด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่รุดหน้า ส่งผลให้การพัฒนาหุ่นยนต์ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปีค.ศ. 1948 William Grey Walter ได้สร้างหุ่นยนต์รูปทรงเต่าตัวแรกที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองตัวแรกโดยตั้งชื่อว่า “Elmer & Elsie”

          ด้วยเหตุเพราะในช่วงเวลานั้นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่สูงพอ จึงทำให้หุ่นยนต์กลไกเหล่านั้นทำงานโดยปราศจากระบบอัจฉริยะ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนในปีค.ศ. 1970 โดยเจ้าหุ่นยนต์ “Shakey” ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมและสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ถูกสร้างให้สามารถมีปฏิกริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกได้โดยอาศัยระบบเซนเซอร์ ซึ่งจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุที่พบเพื่อนำไปประมวลผลจนหาเส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ

          นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 เป็นต้นมา หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยงานมนุษย์เป็นหลัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ในปี 1972 บริษัท Kuka ของเยอรมันได้พัฒนาหุ่นยนต์ “Famulus” ที่มีแขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้ 6 แกน (Six-Axis) ในขณะที่ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา หุ่นยนต์ก็ได้ถูกนำไปใช้ในการวิจัยในอวกาศมากขึ้น โดยโปรเจ็กต์ของ NASA ที่มีชื่อว่า Mar Pathfinder นั้นได้นำหุ่นยนต์ “Sojourner” ไปสำรวจบนพื้นผิวดาวอังคารด้วย

                    

          ปีค.ศ. 2000 ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตหุ่นยนต์ในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท Honda ของญี่ปุ่นได้นำเสนอหุ่นยนต์เลียนแบบการเคลื่อนไหวของมนุษย์ “ASIMO” โดยสนนราคาเช่าใช้งานเพียง 150,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน

ดูแล: หุ่นยนต์แทนคนงานในบ้าน
แม้ว่าวันนี้ หุ่นยนต์จะยังไม่สามารถช่วยงานคุณได้ทุกอย่าง แต่แนวโน้มที่ชัดเจนก็คือมันจะถูกพัฒนาขีดความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีหุ่นยนต์ที่สามารถดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเป็นที่นิยม
ในทุกๆ บ้าน และในปีค.ศ. 2030 เป็นต้นไป หุ่นยนต์จะสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในระดับเดียวกับมนุษย์ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถสร้างหุ่นยนต์ทหารได้สำเร็จในปี 2035

อ้างอิง  http://chip.in.th/category/articles/timeline

ประวัติเครื่องเล่นเกมคอนโซล (Game Console)



ประวัติเครื่องเล่นเกมคอนโซล (Game Console)

     

ลองจินตนาการว่า ในที่สุดคุณก็ได้นำเงินกว่า 13,000 บาทที่เก็บหอมรอมริบมาหลายปีไปซื้อเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่อยากได้จนสำเร็จ แต่หลังจากที่นำมันมาต่อเข้ากับโทรทัศน์ ภาพของเกมที่ปรากฏกลับมีเพียงจุดสี่เหลี่ยมและเส้นสีขาวหนึ่งเส้นเท่านั้น ... แน่นอนว่าเราอาจรับไม่ได้ แต่เกมที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้สร้างความประทับใจอย่างมากให้กับเกมเมอร์ในปี 1972 มาแล้ว โดยเครื่องเล่นเกมคอนโซลเครื่องแรกของโลกที่มีชื่อว่า Magnavox Odyssey ที่จำหน่ายในราคา 75 เหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 13,000 บาทโดยประมาณในปัจจุบัน) จะมาพร้อมแผ่นกระดาษไขพิมพ์ลวดลายในแบบต่างๆ สำหรับนำไปติดบนจอโทรทัศน์เพื่อใช้เป็นแบ็กกราวน์ของเกม ส่วนคะแนนนั้นผู้เล่นจะต้องจดบันทึกลงในกระดาษ

          แม้จะดูไม่ค่อยคุ้มค่าเงินนักกับรูปแบบการเล่นและการออกแบบเทคโนโลยีภายในที่ไม่มีแม้แต่ซีพียูหรือหน่วยความจำสำหรับการประมวลผลใดๆ เพราะตัวเกมนั้นจะถูกติดตั้งอยู่ในรอมของตลับฮาร์ดแวร์เลย แต่มันก็สามารถทำยอดจำหน่ายได้มากถึง 360,000 เครื่อง อย่างไรก็ดี ถัดจากนั้นอีก 4 ปี เทคโนโลยีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นจนทำให้เครื่องเล่นเกม Fairchild Channel F มีความสามารถในการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) ที่ทำให้เครื่องเป็นคู่แข่งขันกับผู้เล่นได้ แต่ด้วยเกมที่ห่วยแตกมากทำให้มันต้องพบกับความล้มเหลว

          ฟังก์ชันปัญญาประดิษฐ์สามารถบุกเบิกตลาดได้สำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยเครื่อง Atari 2600 และครองตลาดได้นานกว่า 10 ปี ในระหว่างนั้น Milton Bradley บริษัทเกมของสหรัฐก็ได้ทำการย่อเทคโนโลยีเครื่องเล่นเกมคอนโซลให้เล็กจนกระทั่งพกพาได้เป็นครั้งแรกในเครื่อง Microvision  แต่สุดท้ายด้วยปริมาณเกมที่ออกมารองรับหน้าจอขนาดเล็กนี้มีค่อนข้างน้อย จึงทำให้มันหมดความนิยมอย่างรวดเร็ว ในปี 1983 บริษัทเกมในสหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างรุนแรง ผู้ผลิตหลายรายขาดทุนจนถึงขั้นล้มละลาย ซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือการเปิดตลาดของคอมพิวเตอร์ภายในบ้าน ที่ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า สามารถใช้งานได้หลากหลายกว่า แต่เกมยังถูกก๊อบปี้ได้ง่ายอีกด้วย วิกฤตการณ์ของวงการเกมสิ้นสุดลงในปี 1985 เมื่อบริษัท Nintendo เปิดตัวเครื่องเล่นเกม NES (Nintendo Entertainment System) ในสหรัฐและยุโรปในปีถัดไปอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่จุดประกายความสำเร็จในครั้งนี้ก็คือเกม “Super Mario Bros.” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของเกมแนว “วิ่งแล้วกระโดด” จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งยังถือเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย

ก้าวใหญ่ของญี่ปุ่น: เครื่องเล่นเกมจากตะวันออกไกล
ปรากฏการณ์ Super Mario ส่งผลให้แกนหลักของอุตสาหกรรมย้ายจากฝั่งอเมริกามายังญี่ปุ่นแทน และตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีในช่วงดังกล่าวถือได้ว่า Nintendo มีชื่อเสียงโด่งดังและประสบความสำเร็จอย่างงดงามแบบฉุดไม่อยู่ทั้งในแง่ของผู้ผลิตเครื่องเล่นและผู้ผลิตเกม Nintendo ยังสานต่อความสำเร็จด้วยเครื่องเล่นเกมพกพา “Game Boy” ซึ่งก็ได้รับความนิยมถล่มทลายเช่นกัน ถัดจากนั้น Nintendo ก็ส่งเครื่อง “SNES” (Super NES) ที่นำเอาเทคโนโลยี 16 บิตมาใช้เพื่อช่วยให้ภาพกราฟิกในเกมสวยงามมากขึ้นและกลายเป็นเครื่องเล่นเกมที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในที่สุด

          Sony เริ่มเข้าสู่วงการในปี 1994 ด้วยเครื่อง “PlayStation” ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 32 บิต และระบบประมวลผลภาพกราฟิกสามมิติ โดยที่ตัวเกมจะบรรจุไว้ในแผ่นซีดีรอม ซึ่งด้วยรูปแบบการเล่นที่แปลกใหม่และมีเกมที่มีกราฟิกสวยงามมากมายส่งผลทำให้เครื่องเล่น PlayStation สามารถเบียดและเอาชนะคู่แข่งอย่าง Nintendo ไปได้ จากนั้นในปี 2001 อเมริกาก็กลับเข้ามาสู่สนามแข่งขันอีกครั้งด้วยเครื่องเล่น Xbox จาก Microsoft ที่ได้เปรียบในเรื่องของการเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและทำให้ PlayStation ของ Sony ต้องตกอยู่ในสภาวะกดดันอย่างหนักและถูกทำยอดขายแซงหน้าได้สำเร็จด้วยเครื่องเล่น Xbox 360 แม้ว่า Sony จะส่งเครื่องเล่นที่มีความสมบูรณ์แบบอย่าง PlayStation 3 ที่มาพร้อมไดรฟ์บลู-เรย์ประสิทธิภาพสูงก็ตาม

          Sony และ Microsoft แข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยที่ไม่ทันได้คาดคิดว่า Nintendo จะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โดยในปี 2006 Nintendo ประกาศทวงบัลลังก์เกมคอนโซลด้วยเครื่องเล่น “Wii” ที่มาพร้อมระบบควบคุมการเล่นด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับความเคลื่อนไหวแทนการใช้จอยแพดธรรมดา ส่งผลให้เครื่อง Wii ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและสามารถทำยอดจำหน่ายแซงหน้าทั้ง Xbox 360 และ PlayStation 3 โดยมีตัวเลขทะลุ 70 ล้านเครื่องแล้ว ขณะนี้คู่แข่งทั้งหลายกำลังพยายามที่จะเอาชนะ Nintendo ด้วยการใช้อาวุธของ Nintendo เอง โดยในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Sony ได้เปิดตัวคอนโทรลเลอร์ที่ใช้ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวที่มีชื่อว่า “PlayStation Move” ส่วน Microsoft ก็ไม่น้อยหน้าด้วยการเปิดตัว “Project Natal” ที่ควบคุมการเล่นด้วยกล้องเว็บแคมความละเอียดสูงโดยที่ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องถือคอนโทรลเลอร์ใดๆ เลย ในขณะที่ความเคลื่อนไหวในอนาคตนั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่าระบบ 3D จะเข้ามามีบทบาทในการเล่น ซึ่ง Sony ก็ได้เตรียมอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้เครื่อง PlayStation 3 รองรับเกม 3D  ได้ ส่วน Nintendo ก็เตรียมส่งเครื่องเล่นพกพา 3D “Nintendo 3DS” ในช่วงต้นปีหน้านี้ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าผู้พัฒนาจะสรรหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแค่ไหนมาแข่งขัน ผู้ที่ตัดสินว่าใครจะชนะก็คือตัวผู้เล่นนั่นเอง


อ้างอิง    http://chip.in.th/category/articles/timeline

ประวัติระบบการซื้อขาย (Payment)


ประวัติระบบการซื้อขาย (Payment)

      

 ในขณะที่การซื้อขายในยุคโบราณต้องใช้ก้อนหินจนและเงินเหรียญที่เป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบธนาคารออนไลน์หรือแม้กระทั่งการซื้อขายทองคำนั้นเครดิตถือเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าเงินเหรียญที่จับต้องได้

          การซื้อขายครั้งเก่าแก่ที่สุดนั้นมีหลักฐานบันทึกไว้ในบทประพันธ์มหากาพย์กรีกโบราณ ‘โอดีสซีย์’ ไว้ว่าเป็นการซื้อ ‘สาวพรมจรรย์’ ในราคาวัว 20 ตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า ‘Pecus’ ในภาษาละตินที่แปลว่า ‘วัว’ ที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘Pecunia’ ที่แปลว่า ‘เงิน’ แม้กระทั่งปัจจุบันการใช้สัตว์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนก็ยังคงทำกันอยู่ โดยบางจังหวัดในแอฟริกายังคงใช้วัว ‘Watusi’ ที่มีเขาใหญ่ที่สุดในโลกแทนการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของต่างๆ อย่างไรก็ตาม การออกไปช็อปปิ้งโดยการลากวัวไปด้วยคงเป็นเรื่องที่ไม่สนุกนัก ด้วยเหตุนี้มนุษย์เมื่อประมาณพันปีก่อนหน้าจึงมีการใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน’ เป็นตัวกลางในการจับจ่ายใช้สอย จนกระทั่งพัฒนามาเป็นการจับจ่ายแบบดิจิตอลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

          รูปแบบของการจับจ่ายที่แปลกประหลาดที่สุดน่าจะเป็นของชาวเกาะ Yap ที่ใช้ Stone Money ที่มีลักษณะเป็นหินก้อนแบนมีรูตรงกลางและมีขนาดสูงใหญ่ท่วมตัวคน และด้วยเหตุที่ ‘เหรียญ’ ที่มีขนาดใหญ่มาก ไม่เหมาะแก่การพกติดตัวไปจับจ่ายใช้สอย รูปแบบการจ่ายเงินจึงเป็นไปในรูปแบบเสมือน อีกทั้งค่าของเงินจะเพิ่มสูงชึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนเจ้าของ ดังนั้นเมื่อชาว Yapese ต้องจ่ายภาษี เจ้าหน้าที่ก็จะไปแกะสลักสัญลักษณ์เอาไว้ที่เงินหินก้อนนั้น

          นอกจากนี้ยังมีเปลือกหอย Kauri ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในยุคดึกดำบรรพ์ ถูกนำมาใช้ในประเทศจีน แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคุณลักษณะของเงินในยุคมีความคล้ายคลึงกับในปัจจุบันคือเล็ก พกพาได้ง่าย และสามารถนับจำนวนได้สะดวก

          ท่ามกลางเงินหลากหลายรูปแบบในยุคดึกดำบรรพ์ โลหะพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยก่อนหน้านี้การบ่งบอกมูลค่าของเงินจะใช้โลหะชนิดต่างๆ ตั้งแต่ทองแดง เงิน และทอง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับรูปร่าง ขนาด และน้ำหนักของเหรียญด้วย

          ในขณะที่เงินที่เป็นธนบัตรนั้นเพิ่งถูกเริ่มนำมาใช้ในทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่ผ่านมานี้เอง อย่างไรก็ดีในช่วงแรกผู้คนยังไม่เชื่อถือการจ่ายด้วยธนบัตร จนกระทั่งรัฐบาลของประเทศต่างๆ ออกมารับประกันมูลค่าและสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับเงินเหรียญได้ ธนบัตรจึงได้รับการยอมรับและถูกใช้งานกันนับตั้งแต่นั้นมา

E-Money: หมดยุคเหรียญและธนบัตร
          การทำธุรกรรมทางการเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 โดยอาศัยเครื่องโทรพิมพ์ในการโอนเงินผ่านทางสายเคเบิล ทั้งนี้การชำระเงินแบบไม่ต้องใช้เงินนี้จะถูกสงวนไว้สำหรับการใช้งานเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรเท่านั้น ส่วนเช็คธนาคารที่ใครๆ ก็สามารถใช้ได้นั้นเพิ่งจะเริ่มมีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ที่ผ่านมานี้เอง

          ลำดับขั้นถัดมาของรูปแบบการจับจ่ายใช้สอยที่เงินที่จับต้องได้ถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ก็คือเครดิตการ์ดและตามมาด้วยการทำธุรกรรมออนไลน์ เพียงผู้ใช้มีข้อมูลทางการเงินในระบบก็สามารถซื้อสินค้าหรูหราราคาแพงได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินในกระเป๋าสตางค์แม้แต่บาทเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้โดยส่วนใหญ่ก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลบัตรเครดิตแบบตรงไปตรงมาให้กับร้านค้าในระบบออนไลน์โดยเฉพาะการซื้อสินค้าในจำนวนเงินไม่มาก จึงเป็นที่มาของบริษัทตัวกลางในการชำระเงินออนไลน์อย่าง PayPal และเจ้าอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

          ในอนาคตอันใกล้นี้รูปแบบการจับจ่ายใช้สอยจะเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัยขึ้นด้วยการชำระผ่านชิปบนบัตรแทนเงินสด หรือแม้กระทั่งการชำระค่าสินค้าด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งประเทศที่ก้าวล้ำไปก่อนใครในเรื่องนี้คือสวีเดนที่สามารถทำทั้งสองอย่างที่กล่าวไปข้างต้นได้แล้ว ในขณะที่บ้านเราแม้จะมีร้านค้าขนาดใหญ่บางแห่งมีบัตรแทนเงินสดให้ใช้งานแล้วแต่การชำระผ่านโทรศัพท์มือถือยังคงต้องรอต่อไปอีกสักระยะ

ที่มาhttp://chip.in.th/post/127/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2-Payment

Hacker Timeline ประวัติและความเป็นมาของแฮกเกอร์





Hacker Timeline ประวัติและความเป็นมาของแฮกเกอร์

                                      



 ประวัติ Hacker : TIMELINE ความเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้ : แฮกเกอร์สามารถทำได้แม้กระทั่งปิ้งขนมปังแผ่นด้วยเครื่องชงกาแฟได้ ถ้าพวกเขาต้องการจะทำ ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่น่าสนใจของแฮกเกอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

          มีวิธีการระบายอารมณ์มากมายที่ไม่ใช่แค่การระบายสีหรือเล่นเปียโน ทั้งนี้ในโลกของเทคโนโลยีนั้น แฮกเกอร์ถือเป็นศิลปินเอกเนื่องจากพวกเขาไม่เพียงแต่จะมีทักษะที่เยี่ยมยอดแล้ว ยังมีจินตนาการที่ล้นเหลืออีกด้วย ซึ่งแฮกเกอร์ชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Wau Holland, Robert Tappan Morris หรือ Jon Lech Johansen เรียกคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวแฮกเกอร์ส่วนใหญ่ว่า ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ หรือในอีกแง่หนึ่งก็คือพวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดพวกเขาจึงลองสิ่งต่างๆ เหมือนเด็ก เช่น เอาลวดทองแดงมาพันวิทยุ หรือทำให้จักรยานสามารถบินได้ อย่างไรก็ตาม บางสิ่งที่พวกเขาพยายามทำ ก็ยังไม่สามารถเป็นจริงได้แม้กระทั่งปัจจุบัน Wau Holland ให้คำจำกัดความมนุษย์สายพันธุ์นี้ว่า‘แฮกเกอร์คือคนที่พยายามหาทางปิ้งขนมปังด้วยเครื่องชงกาแฟ’ แฮกเกอร์เป็นได้ทั้งผู้ก่อการร้ายบนโลกไซเบอร์และงานอดิเรกของศิลปิน Steve Russell ถูกยกให้เป็น ‘ไมเคิล แองเจโล’ จากบรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลาย โดยเครื่องPDP-1 จากบริษัท DEC ถือเป็นมินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ซึ่งในขณะนั้นเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ (เปรียบได้กับเครื่องพีซีในปัจจุบัน) มีขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นสองเครื่องรวมกัน ซึ่ง PDP-1 ไม่เพียงถูกออกแบบมาเพื่อโฮมออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาสำหรับเกมอีกด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วแทบจะไม่มีใครทราบถึงการมีอยู่ของมันเลยจนกระทั่งเข้าสู่ต้นยุค ‘60s เมื่อ Russell ได้สร้างโปรแกรมเกม ‘Spacewar’ เกมชูทติ้งเกมแรกของโลกบนเครื่อง PDP-1 ที่อยู่ในสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) ในบอสตัน การแฮกครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการแจ้งเกิดของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่อย่าง ‘เกมเมอร์’ อีกด้วย

          จาก ประวัติ Hacker แสงสว่างจากแฮกเกอร์ MIT กลายเป็นโรงเรียนเพาะแฮกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่ การแฮกถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องฝึกไม่ต่างจากการเล่น Quidditch ของโรงเรียนเวทย์มนตร์ Hogwarts และหนึ่งในเหตุการณ์การแฮกที่สำคัญที่สุดคือในปี 1993 โดยฝีมือของนักศึกษา MIT ที่ได้เปลี่ยนตึก Green Build-ing ในมหาวิทยาลัยให้กลายเสาอากาศขนาดยักษ์ ทั้งนี้ไฟในอาคารจะแสดงระดับของเสียงของคอนเสิร์ท Boston Pops ที่ออกอากาศในวันที่ 4 กรกฏาคม โดยยิ่งไฟชั้นบนๆ ติดขึ้นมาก็จะยิ่งบอกถึงระดับเสียงที่ดังมาก อันเป็นที่มาของโปรเจ็กต์ Blinkenlights ที่ถือเป็นการเลียนแบบผลงานของกลุ่มนักศึกษา MIT ที่มีชื่อเสียงที่สุด โดยกลุ่มศิลปินจากชมรม Chaos Computer Club ที่รวมตัวกันขึ้นในปี 1984 ทั้งนี้ Blinkenlights เริ่มโด่งดังกลายเป็นที่รู้จักในปี 2001 กับผลงานการเปลี่ยนอาคาร Haus des Lehrers (Teachers’ House) ในจตุรัส Alexanderplatz ในเบอร์ลินให้กลายเป็นกระดานเล่นเกม Pong (ดูรายละเอียดในเว็บไซต์ www.blinkenlights.net)

          นอกจากเรื่องเทคนิคที่เข้าใจยากแล้ว บางครั้งการแฮกก็ยังโยงไปถึงการเมืองและนโยบายของรัฐ ดังที่มีการถกเถียงกันกันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และเพลงซึ่งก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและคัดค้าน นั่นก็คือเทคโนโลยี DRM สำหรับควบคุมและจัดการสื่อดิจิตอล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามพื้นๆ ว่าทำไมเราจึงไม่สามารถชมภาพยนตร์ดีวีดีบนเครื่องพีซีได้ เช่นเดียวกับ Jon Lech Johansen ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า ‘DVD Jon’ ที่ไม่เข้าใจเช่นกันและได้พัฒนาเครื่องมือที่มีชื่อว่า DeCSS ขึ้นมา เครื่องมือดังกล่าวนี้จะช่วยให้สามารถเล่นแผ่นดีวีดีที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้บนระบบปฏิบัติการใดๆ ก็ได้ ตั้งแต่นั้นมา Johansen ก็กลายเป็นฮีโร่ผู้พิชิต DRM จากนั้นแฮกเกอร์ชาวนอร์เวย์ผู้นี้ก็แครกระบบป้องกันอีกหลายอย่าง เช่น ระบบป้องกันในเพลงที่มาจาก Apple iTunes Store ประวัติ Hacker นอกจากนี้เจตนาที่ดีของแฮกเกอร์บางคนยังนำมาซึ่งความรุดหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ ในกรณีของ Xbox 360 ที่ไมโครซอฟท์พัฒนาระบบควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายในโปรเจ็กต์ Kinect ได้ช้ามาก แฮกเกอร์ที่เป็นแฟนตัวยงของ Xbox จึงได้ออกโรงเสียเอง จนในที่สุดไมโครซอฟท์ก็นำเทคโนโลยีนี้สู่ตลาดเกมและบนเครื่องพีซีในเวลาถัดมาไม่นาน

          สงครามไซเบอร์การแฮกกำลังจะกลายเป็นอดีต ทั้งนี้ในปัจจุบันเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งในระดับองค์กรระดับประเทศ และระดับโลก โดยจากบันทึกสถิติของ Symantec ระบุว่ามีคอมพิวเตอร์กว่า 100,000 เครื่องทั่วโลกที่ติดเชื้อจากการจู่โจมของเวิร์ม Stuxnet เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2010 จนกระทั่งทุกวันนี้องค์กรการสืบสวนต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ และต่างก็เริ่มมีความเคลือบแคลงสงสัยว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ซูเปอร์ไวรัสครั้งนั้นก็เป็นได้ ทั้งนี้หนอนไวรัส Stuxnet ถูกออกแบบมาให้มุ่งโจมตีโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูในอิหร่าน ทั้งนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม (UraniumEnrichment) ที่โรงงานในเมือง Natanz ได้รับความเสียหายไปอย่างน้อยถึง 1,000 ตัวKaspersky ผู้ผลิตโปรแกรมป้องกันไวรัสชั้นนำได้คาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละปีจากการจู่โจมทางไซเบอร์จะสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สงครามในปัจจุบันไม่ได้ใช้แค่ทหารหรือรถถังในการสู้รบกันเท่านั้น แต่ยังมีแฮกเกอร์และมัลแวร์ต่างๆ ร่วมบทบาทด้วย ทั้งนี้สถาบัน BerlinTechnology ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของสงครามไซเบอร์อย่างใกล้ชิดและSandro Gaycken นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ออกมาเตือนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจต้องเผชิญกับการโจมตียุทธศาสตร์สำคัญอย่างโรงไฟฟ้า ธนาคาร และเครือข่ายจราจร ซึ่งไม่มีใครอยากนึกถึงอย่างแน่นอน

  อ้างอิง  http://chip.in.th/category/articles/timeline

Browser Timeline ประวัติและความเป็นมาของบราวเซอร์





Browser Timeline ประวัติและความเป็นมาของบราวเซอร์

         

บราวเซอร์ (browser) คือเครื่องมือท่องเว็บ ที่ช่วยให้คุณท่องไปบนโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร้พรหมแดน(ถ้าไม่โดน ICT บล็อกนะ ฮา) เป็นโปรแกรมที่ช่วยให้คุณเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆได้ทั่วโลก ในปัจจุบัน (2012) นั้น บราวเซอร์ยอดนิยม คือ Mozilla Firefox และ Google Chrome ...ด้วย interface ที่น่าใช้ และความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ ทำให้ครองใจผู้ใช้หลายคนได้มาก

ในวันนี้ Chip ขอนำเอาประวัติของบราวเซอร์ ตั้งแต่อดีตมาให้ท่านได้ชมกันครับ

ดูเหมือนว่า Tim Berners-Lee บิดาของอินเทอร์เน็ตจะต้องให้เครดิตกับ Marc Andreesen มากเป็นพิเศษ เพราะเขาคือผู้ที่นำพาบราวเซอร์ Netscape Navigator ให้ก้าวพ้นโลกของศัพท์เทคนิคอันวุ่นวายและทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทุกคนสามารถสัมผัสได้ ทั้งนี้ในช่วงต้นปี 1991ทีมวิจัยของ Tim Berners-Lee ได้คิดค้นบราวเซอร์ตัวแรกได้สำเร็จในห้องทดลองของ CERN ซึ่งในเวอร์ชันแรกสุดนี้จะสามารถแสดงข้อมูลได้เฉพาะตัวอักษรล้วนๆ (Text) เท่านั้น จากนั้นก็ถูกพัฒนาต่อให้มีอินเทอร์เฟซการทำงานจนเป็นที่มาของบราวเซอร์ที่มีชื่อว่า WorldWideWeb นั่นเอง

ความพิเศษของเว็บบราวเซอร์นี้ไม่เพียงแต่ผู้ใช้จะสามารถท่องไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้มันเพื่อพิมพ์ตัวอักษรข้อความได้ด้วย โดย Tim Berners-Lee ได้คิดค้นอินเทอร์เน็ตแบบโต้ตอบได้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานในหมู่วิศวกร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยบราวเซอร์ของเขาได้ถูกติดตั้งเครื่องมือสำหรับจัดการองค์ความรู้เอาไว้ อาทิ สามารถสร้างเว็บไซต์ใหม่หรือปรับแต่งเว็บไซต์ที่มีอยู่ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย (Editor) อย่างไรก็ดี บราวเซอร์ของเขาก็ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ภายนอกได้ด้วยข้อจำกัดที่มันสามารถรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบยูนิกส์ (NeXT System) ที่ไม่ค่อยมีใครใช้งาน

ในทางกลับกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที Marc Andreesen ได้กลายเป็นผู้ที่พยายามทำให้บราวเซอร์และ WWW เป็นที่รู้จักในโลกของวินโดว์สที่มีผู้ใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยการพัฒนาบราวเซอร์ ‘Mosaic’ ขึ้นมา แต่ในมุมมองของ Berners-Lee นั้นกลับมองว่าหาก Mosaic เป็นที่นิยมจะทำให้อินเทอร์เน็ตถูกใช้งานจากคนจำนวนมาก ซึ่งผิดกับแนวคิดการเป็นเครื่องมือเพื่อการทำงานร่วมกันที่เขาคิดไว้ตั้งแต่เริ่มแรก และจากการที่ Mosaic ถูกออกแบบให้มีอินเทอร์เฟซแบบกราฟิกที่ใช้ง่ายและตัดฟังก์ชัน Editor ที่ซับซ้อนออกไปทำให้มันได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและกลายเป็นต้นแบบของบราวเซอร์ชื่อก้องอย่าง NetScape Navigator ที่สามารถเข้ายึดครองส่วนแบ่งผู้ใช้ทั่วโลกได้เกือบ 90%

ตัวเลขนี้เองได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ยักษ์หลับอย่างไมโครซอฟท์ตื่นขึ้นมาร่วมสงครามบราวเซอร์ โดยทั้งคู่ต่างก็ได้สร้างมาตรฐาน HTML ในรูปแบบของตัวเองที่บราวเซอร์อื่นๆ ไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้ในปี 1997 ได้มีการต่อตั้งสมาพันธ์ W3C ขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐาน HTML 3.2 ที่เป็นกลางเพื่อให้บราวเซอร์ทุกตัวสามารถใช้งานร่วมกันได้ หลังจากนั้นก็ได้มีบราวเซอร์รายอื่นๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Opera, Safari, Firefox และ Chrome ที่ต่างก็พยายามแข่งขันเพื่อเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเลือก

                 


Web 2.0: เป้าหมายคือบราวเซอร์
การเข้าสู่ยุคที่สองของอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Web 2.0 นั้นได้ทำให้อินเทอร์เน็ตย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในแง่ของจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา อีกทั้งนวัตกรรมนี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เกิดมาเพื่อคอมพิวเตอร์ฟรีกส์เท่านั้น แต่ทุกคนจะสามารถมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ดังเช่นการปรากฏตัวของเว็บไซต์อย่าง YouTube, Wikipedia รวมไปถึงเว็บบล็อกต่างๆ ในทางตรงข้าม ในยุค Web 2.0 นี้แทบจะไม่เห็นนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ในฝั่งของตัวบราวเซอร์เลย ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกในการช็อบปิ้งออนไลน์ การเช็คอี-เมล์ หรือการทำธุรกรรมบนธนาคารออนไลน์ เพราะการที่มีฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างเกินไปจะเป็นการทำให้บราวเซอร์ยิ่งมีช่องโหว่ที่เสี่ยงต่อการโจมตีของแฮกเกอร์มากยิ่งขึ้น

ช่องโหว่ในสคริปต์ PHP รวมไปถึงปลั๊กอิน Flash นั้นมักจะนำมาซึ่งการบุกรุกของมัลแวร์ที่แพร่กระจายอยู่ในอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้แอปเปิลจึงหาทางออกโดยการเปลี่ยนบราวเซอร์ให้เป็นแอพพลิเคชันขนาดเล็กบนอุปกรณ์มือถือของตนซึ่งจะมีฟังก์ชันการทำงานที่จำกัดไว้เฉพาะเรื่องในเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ว่าหลายคนจะมองว่านี่ถือเป็นจุดจบของบราวเซอร์ แต่ในมุมของผู้พัฒนาไมได้คิดเช่นนั้น เพราะปัจจุบันมีเว็บแอพพลิเคชันเกิดขึ้นมากมายหลาย อาทิ Office Web Apps, Google Docs ซึ่งคาดว่าในอีกไม่นาน บราวเซอร์จะกลายเป็นแกนหลักสำคัญในการทำงานของเครื่องพีซีที่สามารถเชื่อมต่อเข้าใช้งานบริการต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมไว้ในเครื่องอีกต่อไป
 อ้างอิง  http://chip.in.th/post/26/Browser-Timeline-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

ประวัติทรานซิสเตอร์ (Transistors Timeline)





    ประวัติทรานซิสเตอร์ (Transistors Timeline)


        

ไมโครชิปอันประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์นับล้านคือส่วนประกอบพื้นฐานของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกเครื่องในปัจจุบัน หรือมีจำนวนรวมกันมากกว่าดาวในทางช้างเผือกเสียอีก

          ในแต่ละปีจะมีทรานซิสเตอร์จำนวนกว่าสิบล้านล้านตัวถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองประชากรโลกเจ็ดพันล้านคน เหตุผลของตัวเลขจำนวนมหาศาลนี้คือทรานซิสเตอร์ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยไมโครชิปที่สามารถพบได้ในเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ทุกเครื่องจะประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์ตั้งแต่หนึ่งพันถึงหนึ่งล้านตัว ในวงจรอนาล็อกพวกมันจะทำหน้าที่ในการคงค่าหรือขยายแรงดันไฟฟ้า ส่วนในวงจรดิจิตอลนั้นจะทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิด-ปิดวงจรอันนำมาซึ่งข้อมูลแบบไบนารี (1 และ 0) นั่นเอง

คิดค้น: กระแสควบคุมกระแส
หลักการทำงานของทราสซิสเตอร์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าควบคุมกระแสไฟฟ้านี้ถูกค้นพบในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยก่อนหน้านี้มีเพียงหลอดสุญญากาศเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ได้โดยใช้เทคนิคการป้อนกระแสเข้าไปยังโลหะขั้วลบที่ถูกทำให้มีความร้อนในระดับหนึ่งจนทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมายังโลหะขั้วบวก ด้วยการป้อนศักย์ไฟฟ้าซึ่งทำให้เกิดการไหลของกระแสได้ อย่างไรก็ดี การควบคุมกระแสไฟฟ้าภายในหลอดสุญญากาศที่ต้องอาศัยอุณหภูมิที่แม่นยำนั้นเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

          ในขณะที่เทคนิคการควบคุมกระแสไฟฟ้าของทรานซิสเตอร์ในปัจจุบันนั้นจะใช้วัสดุที่เป็นสารกึ่งตัวนำ (ที่นิยมและใช้อย่างแพร่หลายคือซิลิกอน) โดยภายในนั้นอิเล็กตรอนจะวิ่งจาก “Source” ไปยัง “Drain” ผ่านบริเวณช่องแคบๆ ที่เรียกว่า “Gate”  โดยมีแรงดันไฟฟ้าเป็นตัวควบคุม ซึ่งโครงสร้างการทำงานนี้มีความเหมาะสมสำหรับการผลิตเพื่อใช้งานในระดับอุตสาหกรรมมากกว่าหลอดสุญญากาศมาก

ยิ่งเล็กยิ่งดี: ลดขนาดโครงสร้าง
ทรานซิสเตอร์เป็นที่นิยมมากตั้งแต่ปี 1950 เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัวเครื่องรับวิทยุแบบพกพา จากนั้นนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันและเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล Robert Noyce ได้ปักหมุดจุดเริ่มต้นของกระบวนการลดขนาดโครงสร้างของทรานซิสเตอร์ลงอย่างรวดเร็วในปี 1959 ด้วยการจดสิทธิบัตรสำหรับวงจรรวมแบบโมโนลิธิค (Monolithic Integrated Circuit) โดยแนวคิดในการผลิตวงจรที่รวมเอาทรานซิสเตอร์หลายๆ ตัวเข้าไว้ด้วยกันบนแผ่นซิลิกอนทรงกลมนั้นถือเป็นแม่แบบของไมโครอิเล็กทรอนิสก์สมัยใหม่

          นับตั้งแต่มีการคิดค้นวงจรรวม (IC) สำเร็จในปี 1958 ทิศทางการพัฒนาของมันก็เป็นไปตามคำกล่าวของ Gordon E. Moore ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล หรือที่รู้จักกันในชื่อกฏของมัวร์ (Moore’s Law) ที่ว่าจำนวนของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจะเพิ่มเป็นสองเท่าทุก ๆ สองปี ซึ่งกฏนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ เหตุผลก็คือขนาดของทรานซิสเตอร์นั้นสามารถลดลงได้ตลอดเวลา Moore ยังได้คาดการณ์ถึงจุดสิ้นสุดของรูปแบบการลดขนาดในลักษณะนี้ในปี 2025 ที่ซึ่งการลดขนาดโครงสร้างจะถึงขีดจำกัดของฟิสิกส์ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ก็มีการหาทางออกไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง “เมื่อเทคโนโลยีมาถึงขีดจำกัด” ใน CHIP ฉบับ 05/2554 หน้า 54) และทรานซิสเตอร์ในโลกใบนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นในแบบที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

อ้างอิงhttp://chip.in.th/post/179/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-Transistors-Timeline

ประวัติ tablet ความเป็นมาจากกระดานชนวนมาถึง iPad


  ประวัติ tablet ความเป็นมาจากกระดานชนวนมาถึง iPad



ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ถือเป็นปีทองของคอมพิวเตอร์พกพาที่ควบคุมได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส CHIP จะแสดงให้เห็นถึงประวัติ tablet การพัฒนาตั้งแต่กระดานชนวนจนมาจนถึง iPad
     
บาง เบา และพกพาสะดวก คุณสมบัติเหล่านี้คือสิ่งที่ Alan Kay วาดฝันอยากให้ Tablet PC เป็น นอกจากนี้มันต้องสามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับเครือข่ายต่างๆ ได้ และที่สำคัญคือราคาต้องไม่เกิน 500 ดอลล่าร์ ด้วยรูปแบบการใช้งานที่ง่าย Kay ตั้งใจว่าจะทำให้เด็กๆ สามารถสนุกกับการเรียนอีกทั้งยังเป็นการซึมซับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปในตัวด้วย แต่ที่สุดแล้วผลลัพธ์ก็ว่างเปล่าจนกระทั่งถึงยุคของ iPad เพราะเวลากว่า 40 ปีระหว่างอุปกรณ์ที่ชื่อ ‘DynaBook’ ที่ Alan Kay ร่างแบบไว้ กับอุปกรณ์แท็บเล็ตของแอปเปิลนั้น หมดไปกับการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ Alan Kay ได้เริ่มออกแบบคอมพิวเตอร์ในคอนเซ็ปต์  ‘แบน+บาง’ มาตั้งแต่ปี 1960 โดยมีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นส่วนรับคำสั่ง (Input) ได้ด้วย อย่างไรก็ดี จอภาพแบบ Capacitive ที่สามารถรับคำสั่งผ่านนิ้วมือที่มีอยู่ในแท็บเล็ตทุกรุ่นในปัจจุบันยังเป็นเพียงแค่ความฝันในขณะนั้น ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่การติดตั้งคีย์บอร์ดขนาดเล็กบนตัวเครื่องสำหรับการป้อนคำสั่ง แม้ข้อจำกัดมากมายจะทำให้ Dynabook เป็นเพียงแค่คอนเซ็ปต์แต่มันก็เป็นต้นแบบของความสำเร็จที่สืบทอดยังแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน

ในขณะที่ผู้ที่ริเริ่มนำ ‘สไตลัส’ มาสู่ผู้ใช้ครั้งแรกก็คือ Jeff Hawkins นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน กับอุปกรณ์ ‘GridPad’ ของเขาในปี 1989 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้งานแท็บเล็ตพีซีอย่างแท้จริง GridPad รันบนระบบปฏิบัติการ DOS ด้วยซีพียู 80C86 ความเร็ว 10MHz ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเครื่องขนาดเล็กและมีความบางเพียง 3.5 เซนติเมตรซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ในสมัยนั้น แต่ข้อด้อยสำคัญของมันก็คือมีรูปแบบใช้งานที่ยุ่งยาก แบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ Jeff Hawkins ก็เชื่อมั่นว่ามันจะต้องดีกว่านี้ได้ โดยในเวลาต่อมาได้ก่อตั้งบริษัท Palm Computing Inc. ขึ้นและพัฒนาอุปกรณ์ชื่อ ‘Zoomer’ ที่มีขนาดเล็กและสามารถถือด้วยมือเดียวได้ แม้อุปกรณ์ตัวนี้จะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าแต่มันก็ได้สร้างคำว่า ‘Personal Digital Assistants - PDAs’ ให้เกิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา

Apple: iPhone เกิดจากความบังเอิญ
แอปเปิลก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่อย่าง PDA ด้วยการส่ง ‘MessagePad’ ที่รันบนระบบปฏิบัติการ Newton แต่ยอดขายกลับเลวร้ายมากเนื่องจากระบบตรวจสอบคำสะกดภายในที่ใช้เทคนิคเดียวกับ Palm นั้นมีประสิทธิภาพต่ำและไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ผู้ใช้คาดหวัง จน Steve Jobs ได้ตัดสินใจยุติการพัฒนาในที่สุด หลังจากเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม แอปเปิลได้เริ่มต้นพัฒนา Tablet PC ใหม่อีกครั้ง แต่หลังจากที่พนักงานได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ของ iPad ให้กับหัวหน้าของเขา แนวคิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พกพาก็ถูกเก็บลงในลิ้นชัก ทั้งนี้เพราะ Steve Jobs คิดว่าอุปกรณ์ขนาดเล็กที่สามารถควบคุมได้โดยใช้เพียงแค่นิ้วมือนั้นควรจะเป็นคุณสมบัติของสมาร์ทโฟนมากกว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแอปเปิลก็มุ่งมั่นกับการพัฒนา iPhone โดยเก็บต้นแบบของ iPad เอาไว้ในลิ้นชักจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม และก็เป็นดั่งที่ Steve Jobs คาด iPhone ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และสามารถเข้ามาแทนที่ตลาด PDAs ได้แบบเบ็ดเสร็จ

ประวัติ tablet : จนกระทั่งปี 2010 ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสร้างตลาด Tablet PC โดย iPad ได้แสดงให้คู่แข่งเห็นถึงตัวอย่างของความสำเร็จจนในปีเดียวกันนี้มีอุปกรณ์ประเภทนี้ถูกส่งลงตลาดมากถึง 35 รุ่น ความร้อนแรงของ   Tablet PC ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปี 2011 ซึ่งถือเป็นปีทองของ Tablet PC ก็ว่าได้


อ้างอิง
http://chip.in.th/post/38/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-tablet-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-iPad

ความเป็นมาของ Wireless LAN

 ความเป็นมาของ Wireless LAN
                                             


เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีไร้สายแล้ว Wireless LAN เป็นเทคโนโลยีที่มีผู้ให้ความสนใจมาก    เนื่องจากสามารถนำเทคโนโลยี
Wireless LAN (WLAN) มาประยุกต์ใช้กับองค์กร สถานศึกษารวมถึง หน่วยงานราชการ   ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการ
ติดตั้งระบบเครือข่าย อีกทั้ง Wireless LAN มีความคล่องตัวสูงในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย

          ในอดีต WLAN  ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากอุปกรณ์ Wireless    มีราคาสูงและมีความเร็วในการติดต่อสื่อสารประมาณ  2  Mbps (สองล้านบิตในหนึ่งวินาที)    เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของอุปกรณ์เครือข่ายแบบใช้สายซึ่งมีความเร็วประมาณ 100 Mbps หรือ  50 เท่า ทำให้ประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสารที่่ใช้ WLAN ไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับระบบเดิมซึ่งใช้สาย

          ปัจจุบันอุปกรณ์เครือข่าย Wireless มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยมีความเร็วประมาณ 11 Mbps ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานถึงแม้ว่ายังมีความเร็วน้อยกว่าแบบใช้สายถึง 10 เท่า แต่การใช้งานทั่วไป เช่น การส่ง E-mail การค้นหาข้อมูลใน Web Site หรือการดูหนังโดยใช้อินเตอรืเน็ต (IP TV) ความเร็วขนาด 10 Mbps เพียงพอต่อการใช้งาน ดังนั้นทำให้ WLAN มีความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นหนทางสำหรับบริษัทที่ต้องการระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ รองรับการทำงานของอุปกรณ์ที่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอด เช่น คอมพิวเตอร์ Notebook หรือ เครื่อง Personal Digital Assistant (PDA)

ความเป็นมาของ Wireless LAN
           ความต้องการใช้ระบบแลนไร้สายมีลักษณะเช่นเดียวกับระบบเซลลูลาร์โฟน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ระบบแลนไร้สายต้องการเซลขนาดเล็ก และเป็นเซลเฉพาะกิจ เป็นเซลส่วนตัวที่เชื่อมกับเครือข่ายได้ ดังนั้นจึงมีความพยายามที่พัฒนาเครือข่ายแลน แบบไร้สาย เพื่อให้รองรับความต้องการของผู้ใช้ กลุ่มผู้ใช้ที่มีความต้องการใช้แลนแบบ ไร้สายได้แก่ ร้านค้าปลีก ที่เก็บสินค้า โรงพยาบาล ธุรกิจขนส่ง มหาวิทยาลัย ตลอดจน องค์กรภาคธุรกิจต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1997 สถาบัน IEEE ได้กำหนดมาตรฐานแลนไร้สายแบบเดียวกับอีเทอร์เน็ต และเป็นชุดเดียวกับ 802 โดยให้ชื่อว่า IEEE 802.11 มาตรฐานที่เกิดขึ้นในปีนั้นยังมี ข้อจำกัดในทางเทคโนโลยี จึงกำหนดระบบการรับส่งสัญญาณด้วยขนาดความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที ระบบแลนไร้สาย IEEE 802.11 จึงเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่นั้นมา

          ในปี ค.ศ. 1999 IEEE ได้พัฒนามาตรฐานใหม่ของแลนระบบไร้สายและให้ชื่อ มาตรฐานที่ IEEE 802.11b โดยมีการพัฒนาให้ใช้ความเร็วในการรับส่งได้ถึง 11 เมกะบิตต่อวินาที และเป็นแบบฟูลดูเพล็กซ์คือ รับและส่งแยกกันด้วยความเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาที จากมาตรฐาน 802.11b ที่ประกาศออกไป ทำให้มีผู้ผลิตแลน ไร้สายออกมามาก โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายขนาดใหญ่ทุกบริษัทให้ ความสนใจและเร่งการพัฒนาปรับปรุงกันต่อไป การพัฒนาแลนไร้สาย มิได้หยุดอยู่ เพียงแค่การทำให้เชื่อมต่อถึงกันได้เท่านั้น ระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยของ สัญญาณข้อมูลที่แพร่กระจายในอากาศ มีการวางมาตรฐานทางด้านเอ็นคริปชั่น และการสร้างระบบดูแลรักษาความปลอดภัยการเข้าถึง มีการพัฒนาระบบการ เคลื่อนย้ายเข้าสู่เครือข่ายหนึ่งไปอีกเครือข่ายหนึ่ง หรือที่เรียกว่า โรมมิ่ง (Roaming) มีการแบ่งโหลดระหว่างเซล โดยการตรวจสอบความแรงของสัญญาณเพื่อให้ขนาด ของพื้นที่ทับซ้อนกันได้

อ้างอิง  http://www.phrae.mju.ac.th/ITS/wireless.asp

GIF คืออะไร?



GIF คืออะไร?

 GIF (Graphics Interchange Format) คือรูปแบบแฟ้มภาพและแฟ้มภาพเคลื่อนไหว 
 ถูกออกแบบโดย  ถูกออกแบบโดย Compuserve เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ต่างแบบต่าง รุ่นได้
 ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในเวปเพจ เพราะต้องแสดงได้บนเครื่องที่แตกต่าง กัน แต่ข้อจำกัดของ GIF ที่สำคัญก็คือ มันสามารถใช้สีได้สูงสุดเพียงครั้งละ 256 สี เท่านั้น
 กราฟฟิกชนิด GIF ใช้การบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล ลักษณะ การบีบอัดข้อมูลในรูปแบบนี้จะได้ผลมากกับกราฟฟิกที่ใช้สีที่มีความสม่ำเสมอ เช่น ภาพ การ์ตูน หรือโลโก้ 
โดยที่จำนวนสีที่ใช้ไม่มากนัก ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หลายรายกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิบัตรของแฟ้มแบบ GIF ซึ่งจดโดย Unisys ทำให้มีการสร้างรูปแบบแฟ้มภาพชนิดใหม่ที่ชื่อว่า PNG (Portable Network Graphics) ขึ้นมาทดแทนความแตกต่างระหว่าง GiF กับ JPEG 
     นามสกุล GiF นั้นมีจำนวนสีที่แสดงเพียง 256 สี  ซึ่งในขณะที่  JPEG สามารถแสดงสีได้ถึง  16 ล้านสี  จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล  ดังนั้น  ภาพการ์ตูน  หรือภาพที่ไม่ต้องการความละเอียด  จะถูกเก็บไว้ด้วยนามสกุล GiF  ส่วนภาพที่ต้องการความละเอียดสูง  มักจะเซฟไว้ด้วยนามสกุล  JPEG นั่นเอง

อ้างอิง
http://www.mindphp.com
http://oxygen.readyplanet.com
http://www.bloggang.com

CPU คืออะไร

CPU คืออะไร

 CPU หรือ Central Processing Unit คือหัวใจหลักในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จึงขาดซีพียุไม่ได้ ซีพียู เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์


กลไกการทำงานของซีพียู
     การทำงานของคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการเก็บคำสั่งไว้ที่ หน่วยความจำ ซีพียูอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำมาแปลความหมายและกระทำตามเรียงกันไปทีละคำสั่ง หน้าที่หลักของซีพียู คือควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ ตลอดจนทำการประมวลผล
ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานของซีพียู หรือ ความสามารถในการประมวลผล (Processing Power) นั้นขึ้นอยู่กับชนิดหรือรุ่นของซีพียู

โปรแกรมที่ไว้ตรวจสอบแสดงรายะละเอียด อุปกรณ์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ CPU-Z
                                CPU คืออะไร CPU คือหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์
     

               http://www.thaigoodview.com
               http://www.ichat.in.th
               http://com521-31.blogspot.com

เรือรบเกาหลีใต้ ( สุดยอดมากภาพ HD !!! ) สุดยอดเทคโนโลยี สมัยใหม่

โปรโตคอลคืออะไร

ในการสื่อสารทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จำต้องมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกันนี้ อาจจะมีฮาร์ดแวร์,ซอฟท์แวร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อทำการส่งข้อมูลถึงกันและตีความหมายได้ตรงกัน จึงต้องมีการกำหนดระเบียบวิธีการติดต่อให้ตรงกัน โปรโตคอล ( Protocol ) คือระเบียบวิธีที่กำหนดขึ้นสำหรับการสื่อสารข้อมูล โดยสามารถส่งผ่านข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตัวโปรโตคอลที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ TCP/IP นอกจากนี้ยังมีการออกแบบโปรโตคอลตัวอื่นๆขึ้นมาใช้งานอีก เช่น โปรโตคอล IPX/SPX,โปรโตคอล NetBEUI และ โปรโตคอล Apple Talk

โปรโตคอล IPX/SPX

ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Novell ซึ่งทำการพัฒนามาจากตัวโปรโตคอล XNS ของบริษัท Xerox Corporation ซึ่งโครงสร้างเมื่อทำการเปรียบเทียบ



                                       
                                                   กับ OSI Model ดังรูป  
                       



ตัวโปรโตคอล IPX/SPXแบ่งออกเป็น 2 โปรโตคอลหลักคือ Internetwork Packet Exchange   ( IPX) และ Sequenced Packet Exchange (SPX) โดยโปรโตคอล IPX ทำหน้าที่ในระดับ network layer ตามาตรฐาน OSI Model มีกลไกการส่งผ่านข้อมูลแบบ connectionless,unrerelibleหมายความว่า เมื่อมีการส่งข้อมูล โดยไม่ต้องทำการสถาปนาการเชื่อมต่อกันระหว่าง host กับเครื่องที่ติดต่อกันอย่างถาวร ( host , เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการใดๆในเครือข่าย ) และไม่ต้องการรอสัญญานยืนยันการรับข้อมูลจากปลายทาง โดยตัวโปรโตคอลจะพยายามส่งข้อมูลนั้นไปยังปลายทางให้ดีที่สุด สำหรับโปรโตคอล SPX ทำหน้าที่ในระดับ transport layer ตามมาตรฐาน OSI Model โดยส่งผ่านข้อมูลตรงข้ามกับโปรโตคอล IPXคือ ต้องมีการทำการสถาปนาการเชื่อมโยงกันก่อนและมีการส่งผ่านข้อมูลที่เชื่อถือได้ ด้วยการตรวจสอบสัญญาณยืนยันการรับส่งข้อมูลจากปลายทาง

โปรโตคอล NetBEUI

โปรโตคอล NetBEUI หรือ NetBIOS Enhanced User Interface นั้น เป็นโปรโตคอลที่ไม่มี ส่วนในการระบุเส้นทางส่งผ่านข้อมูล (Non-routable Protocol)โดยจะใช้วิธีการ Broadcast ข้อมูลออกไปในเครือข่าย และหากใครเป็นผู้รับที่ถูกต้องก็จะนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลผล ข้อจำกัดของโปรโตคอลประเภทนี้ก็คือไม่สามารถทำการ Broadcast ข้อมูลข้ามไปยัง Physical Segment อื่นๆที่ไม่ใช่ Segment เดียวกันได้ เป็นการแบ่งส่วนของเครือข่ายออกจากกันทางกายภาพ หากต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายถึงกันจะต้องใช้อุปกรณ์อย่างเช่น Router มาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเครือข่าย

เนื่องมาจากอุปกรณ์บางอย่างเช่น Router ไม่สามารถจะ Broadcast ข้อมูลต่อไปยังเครือข่ายอื่นๆได้ เพราะถ้าหากยอมให้ทำเช่นนั้นได้ จะทำให้การสื่อสารระหว่างเครือข่ายคับคั่งไปด้วยข้อมูลที่เกิดจากการ Broadcast จนเครือข่ายต่างๆไม่สามารถที่จะสื่อสารกันต่อไปได้ โปรโตคอล NetBEUI จึงเหมาะที่จะใช้งานบนเครือข่ายขนาดเล็กที่มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เกิน 50 เครื่องเท่านั้น NetBEUI เป็นหนึ่งในสองทางเลือกสำหรับผู้ใช้งาน NetBIOS ( Network Basic Input Output System ) ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบนโปรโตคอล TCP/IP และ NetBUEI

โปรโตคอล AppleTalk

จุดเริ่มต้นของโปรโตคอล AppleTalk เกิดขึ้นในปีค.ศ.1983 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัท Apple Computer ต้องการออกแบบชุดโปรโตคอลสื่อสารข้อมูลของตนเองขึ้น เพื่อใช้เชื่อมโยงเครือข่ายของเครื่องแบบแมคอินทอช และสามารแชร์กับอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ยังขยายไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของเซิร์ฟเวอร์,เครื่องพิมพ์, Gateway และ Router ของผู้ผลิตรายอื่นๆด้วยต่อจากนั้นเครื่องแมคอินทอชและอุปกรณ์ต่างๆที่บริษัทผลิตออกมาก็ได้มีการเพิ่มส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ให้สามารถรองรับโปรโตคอลตัวนี้ได้ รวมถึงระบบปฏิบัติการ MacOS รุ่นใหม่ๆก็ได้มีการผนวกฟังก์ชั่นให้รองรับโปรโตคอลตัวนี้ได้เช่นกัน ทำให้กลุ่มผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชสามารถเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องไปหาซื้อ อุปกรณ์เพิ่มเติมอีก

โปรโตคอล Apple Talk ถูกออกแบบมาให้ทำงานเป็นเครือข่ายในแบบ peer-to-peer ซึ่งถือว่าเครื่องทั้งหมดที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายสามารถเป็นเซิร์ฟเวอร์ได้ทุกเครื่องโดยไมต้องจัดให้บางเครื่องทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการโดยเฉพาะขึ้นมา ต่อมาปีค.ศ. 1989 ได้มีการพัฒนาโปรโตคอล AppleTalk ให้สนับสนุนเครือข่ายที่ใหญ่มากขึ้นได้ สามารถมีเครื่องลูกข่ายและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายได้มากกว่าเดิมเรียกว่าเป็นโปรโตคอล Apple Talk Phase 2 นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรโตคอลที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ Ethernet และ Token Ring ได้ โดยเรียกว่า EtherTalk และ TokenTalk ตามลำดับ

โปรโตคอลTCP/IP ( RFC1180 )

โปรโตคอล TCP/IP เป็นชื่อเรียกของชุดโปรโตคอลที่สำคัญ มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายตามการขยายตัวของอินเทอร์เนท/อินทราเนท ความจริงแล้วโปรโตคอล TCP/IP เป็นกลุ่มของโปรโตคอล หลายตัวที่ประกอบกันเป็นชุดให้ใช้งานโดยมีคำเต็มว่าTransmission Control Protocol /Internet Protocol ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีโปรโตคอลประกอบกันทำงาน 2 ตัว คือ TCP และ IP

ตัวอย่างของกลุ่มโปรโตคอลในชุดของ TCP/IP ที่เราพบและใช้งานบ่อยๆ ( ส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้งานโดยตรง แต่จะใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆหรือทำงานโดยอ้อม เช่น Internet Protocol,Address Resolution Protocol(ARP) ,Internet Control Message Protocol (ICMP) ,User Datagram Protocol (UDP) ,Transprot Control Protocol (TCP) และ Simple Mail Transfer Protocol (SMTP)

โปรโตคอลที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานในเครือข่ายอินเทอร์เนทคือ Internet Protocol (โปรโตคอล IP) เนื่องจากเมื่อโปรโตคอลอื่นๆต้องการส่งผ่านข้อมูลข้ามเครือข่ายในอินเทอร์เนทนั้น จะต้องอาศัยการผนึกข้อมูล ไปกับโปรโตคอล IP ที่มีกลไกการระบุเส้นทาง ผ่าน Gateway หรือ

Router เพื่อนำข้อมูลไปยังเครือข่ายและเครื่องปลายทางที่ถูกต้อง เนื่องจากกลไกการระบุเส้นทางจะทำงานที่โปรโตคอล IP เท่านั้นและด้วยเหตุนี้เราจึงเรียก ว่าเป็นโปรโตคอลที่มีความสามารถในการระบุเส้นทางการส่งผ่านของข้อมูลได้(Routable)

การที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถสื่อสารกันได้จำต้องมีการระบุแอดเดรสที่ไม่ซ้ำกัน เพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลที่ส่งอาจจะไม่ถึงปลายทางได้ ซึ่งแอดเดรสจะมีข้อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งในการใช้งานโปรโตคอล TCP/IP ที่เชื่อมโยงเครือข่ายนี้ จะเรียกว่า IP Address ( Internet Protocol Address )

 อ้างอิง  http://wich246.tripod.com/protocol.htm


รู้จักกับภาษาของคอมพิวเตอร์
                                       Tip Computer

    ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึงโปรแกรม หรือชุดคำสั่ง ที่โปรแกรมเมอร์เขียนเพื่อใช้สั่งงาน ตามรูปแบบ และโครงสร้างของภาษาซึ่งแบ่งได้ 3 ระดับดังนี้คือ

ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) 

เป็นภาษาที่มนุษย์ทำความเข้าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมความเข้าใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดีจึงจะสามารถ
เขียนโปรแกรมสั่งงานได้ มีข้อดีในส่วนที่เขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์ แต่ละส่วนได้โดยตรงจึงทำงานได้เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในการพัฒนาโปรแกรม ตัวอย่างของภาษาระดับต่ำได้แก่ ภาษาเครื่อง (Machine Language) และภาษาแอสเซมบลี้ (Assembly Language) เป็นต้น

 ภาษาระดับกลาง (Medium Level Language)

เป็นภาษาที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะมีลักษณะเป็นภาษาแบบโครงสร้าง ทำความเข้าใจได้ เหมือนกับภาษาระดับสูง แต่ทำงานได้รวดเร็วเหมือนกับภาษาระดับต่ำ สามารถใช้บนเครื่องที่มีความเร็วต่างกัน โดยไม่ต้องดัดแปลง ภาษาระดับกลาง ได้นำข้อดีของภาษาระดับต่ำ และระดับสูงมาพัฒนาเป็นภาษาระดับกลาง ดังนั้นภาษาระดับกลาง จึงเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ตัวอย่างของภาษาระดับกลางได้ภาษาซี เป็นต้น

 ภาษาระดับสูง (High Level Language)

เป็นภาษาที่ทำความเข้าใจได้ง่าย มีลักษณะ ของการใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มาก การสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน จะต้องมีการแปลความหมายของคำสั่ง โดยใช้ตัวแปลภาษาทีละชุดคำสั่งที่เรียกว่า Interpreter หรือ แปลครั้งเดียวทั้งโปรแกรมที่เรียกว่า Compiler


ประเภทสายเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสมัยก่อนเชื่อมต่อระหว่างมินิคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทางด้วยวายสื่อสารขนาด 9,600 บิตต่อวินาที ต่อมาความจำเป็นของการสื่อสารข้อมูลเพิ่มขึ้นให้ความต้องการสายสื่อสารที่สามารถส่งผ่านข้อมูลให้ได้ปริมาณมากๆ จึงมีการพัฒนาจนกระทั้งปัจจุบันสามารถส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที โดยที่ระบบเครือข่ายมีหลายมาตรฐานทำให้มีอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่ายมีความแตกต่างกัน เพื่อให้ระบบสามารถติดต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ และเหมาะสมกับสภาพการใช้งานมากยิ่งขึ้น สายสื่อสารสำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทต่อการสร้างระบบเครือข่ายสารสื่อสารหรือสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปการณ์เครือข่ายที่นิยมใช้มีหลายแบบ ดังนี้
2.1 สายคู่บิดเกลียว (twisted pair) 


                                             

สายคู่บิดเกลียวแต่ละคู่สายที่เป็นทองแดงจะถูกพันกันตามาตรฐานเพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในเคเบิลเดียวกันหรือจากภายนอก เนื่องจากสายคู่บิดเกลียวนี้ยอมให้สัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงผ่าน สำหรับอัตราการส่งข้อมูลผ่านสายคู่ปิดเกลียวจะขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัดของตัวนำ กล่าวคือ สายทองแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างจะสามารส่งสัญญาณไฟฟ้าได้ดี ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราส่งสูง โดยทั่วไปแล้วสำหรับการส่งข้อมูลแบบดิจิทับ สัญญาณที่ส่งมีลักษณะคลื่นสี่เหลี่ยม สายคู่บิดเกลียวสามารถใช้ส่งข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก ในระยะทางไกลได้หลายกิโลเมตร เนื่องจากสายคู่บิดเกลียวมีราคาไม่แพงมาก ใช้ส่งข้อมูลได้ดี และน้ำหนักเบาง่ายต่อการติดตั้ง จึงถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง สายคู่บิดเกลียวมี 2 ชนิดคือ
ก) สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่มีการกั้นสัญญาณรบกวน (Unshielded Twisted : UTP) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยูทีพี สายสัญญาณประเภทนี้เป็นสายคู่บิดเกลียวที่ให้ในระบบวงจรโทรศัพท์ตั้งเดิม ต่อมาได้มีการปรับปรุงคุณสมบัติให้ดีขึ้น สายยูทีพีที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้ปรับปรุงคุณสมบัติจนสามารถใช้กับสัญญาณความถี่สูงได้ สายยูทีพีใช้ลวดทองแดง 8 เส้น ขณะที่ในระบบโทรศัพท์จะใช้เพียง 2 หรือ 4 เส้น ซึ่งต่อเข้ากับหัวต่อแบบ RJ 45 ซึ่งเป็นตัวต่อที่มีลักษณะคล้ายกับหัวต่อในระบบโทรศัพท์ทั่วไป แต่ในระบบโทรศัพท์ จะเรียกหัวต่อว่า RJ 11 การที่มีสายทองแดงไว้หลายเส้นก็เพื่อให้หัวต่อ RJ 45 ซึ่งเป็นหัวต่อมาตรฐานสามารถเลือกใช้งานได้ในหลายๆ รูปแบบ เช่น
+ ใช้สายทองแดงตั้งแต่ 3 - 8 เส้น เป็นสายสัญญาณ 10 เมกะบิตของ อีเธอร์เน็ตแบบ 10BASE-T
+ ใช้สายทองแดง 4 เส้น เป็นสายสัญญาณ 100 เมกะบิต ของอีเธอร์เน็ตแบบ 100BASE-T
+ ใช้สายทองแดง 8 เส้น เป็นสายสัญญาณของเสียง
+ ใช้สายทองแดง 2 เส้น สำหรับระบบโทรศัพท์
 ข) สายคู่บิดเกลียวชนิดมีการกั้นสัญญาณรบกวน (Shielded Twisted Pair : STP) 




                        รูปที่ 6.3 สายยูทีพี หัว RJ45 และหัว RJ11


เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอสทีพี เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยตัวกันสัญญาณเพื่อป้องกันการรบกวน เอสทีพีใช้ความถี่สูงกว่ายูทีพี แต่มีราคาแพงกว่า ที่นิยมใช้กันทั่วไปคือ ยูทีพี


    

   
           

 2.2 สายโคแอกเชียล (coaxial) 

                                              
                                      รูปที่ 6.4 สายโคแอกเชียล         


เป็นสายสัญญาณที่มีสายทองแดงเดี่ยวเป็นแกนกลางและมีสายทองแดงถักล้อมรอบเป็นตัวกั้นสัญญาณรบกวนอยู่ด้านนอก ลักษณะของสายเป็นแบบกลมและใช้สำหรับสัญญาณความถี่สูง สายโคแอกเชียลทีใช้ในระบบเครือข่ายมีหลายแบบตามคุณลักษณะทางด้านความต้านทานของสาย

  

                                            
                                        
 2.3 เส้นใยนำแสง (fiber optic)


                                        
                                               รูปที่ 6.5 เส้นใยนำแสง       
 เป็นสายที่ใช้แสงความถี่สูงวิ่งไปตามเส้นใยแก้วสายสัญญาณชนิดนี้สามารถนำข้อมูลได้มาก เช่น สามารถส่งได้ถึงกว่าพันล้านบิตต่อวินาที และใช้ได้ในระยะทางที่ไกล เส้นใยนำแสงมักใช้เป็นสายรับส่งข้อมูลหลัก สำหรับเครือข่าย



อ้างอิง http://school.obec.go.th/mrPaisan/e-learning/information/content/commu2.htm