วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

การต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์
หากผู้ใช้มีความคิดที่จะนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาต่อเป็นระบบ โดยใช้ขีดความสามารถเดิมที่มีอยู่ สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังนี้
1) การต่อเชื่อมผ่านช่องทาง COM1 COM2 และ LPT
เป็นวิธีที่นำคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ต่อผ่านช่องทาง COM1 หรือ COM2 เพื่อการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างนั้น ในกรณีนี้ใช้โปรแกรมอรรกประโยชน์ (utility program) บางตัวก็สามารถสำเนาแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน หรือส่งออกไปยังเครื่องพิมพ์ร่วมกันได้ รูปแบบการต่อระบบโดยอาศัย COM1 COM2 และ LPT แสดงดังรูป
                                                      

การต่อในลักษณะนี้ใช้ช่องทาง RS232 และมีการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ปัจจุบันสามารถทำการรับส่งข้อมูลถึงกันได้เร็วถึง 38.4 กิโลบิตต่อวินาที การจัดการระบบง่าย ๆ นี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมาก แต่ประโยชน์ที่ได้จะอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน
2) การต่อเชื่อมเข้ากับบัฟเฟอร์เครื่องพิมพ์
การแบ่งกันใช้เครื่องพิมพ์เป็นวิธีการใช้ทรัพยากรเครื่องพิมพ์ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น การใช้เครื่องพิมพ์ที่มีราคาแพง มีคุณภาพดี เช่น เครื่องพิมพ์ความเร็วสูง เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เครื่องพิมพ์ที่พิมพ์สีได้ เป็นต้น การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกันวิธีหนึ่งก็คือ การต่อเข้ากับบัฟเฟอร์ของเครื่องพิมพ์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลที่ส่งมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง แล้วจัดการส่งงานทยอยพิมพ์เรียงกันไป เครื่องพิมพ์ที่ต่อกับบัฟเฟอร์จะต่อผ่านช่องทางขนานเหมือนการต่อทั่วไป อย่างไรก็ดี บัฟเฟอร์ของเครื่องพิมพ์บางรุ่นสามารถต่อกับเครื่องพิมพ์ได้หลายเครื่อง

                                              
                                      
                              ตัวอย่างการต่อเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน

3)  การเชื่อมต่อโดยใช้ระบบสลับสายข้อมูล
เป็นวิธีการต่อขยายระบบโดยใช้ระบบง่าย ๆ ที่ใช้มือช่วย ระบบสลับสายข้อมูลทำหน้าที่เหมือนชุมสายโทรศัพท์ระบบเก่า ที่ต้องมีพนักงานรับโทรศัพท์คอยสลับสายให้ใช้งานตามความต้องการ เช่น ใช้สายยูทีพี โดยให้หัวต่อเป็นแบบ RJ45 การสลับสายจะเชื่อมตัวระหว่างหัวต่อ RJ45 ที่มารวมกันไว้อยู่บนแผงร่วมกัน ส่วนของแผงนี้จะเป็นเสมือนส่วนที่รวมสาย
เพื่อการเชื่อมโยงจากต้นทางไปยังปลายทางตามข้อกำหนดที่ต้องการ
                                               

                              ตัวอย่างการต่อเชื่อมเครือข่ายโดยใช้ระบบสลับสายข้อมูล
ปัจจุบันมีแผงสลับสายข้อมูลให้ผู้ใช้เลือกใช้ทั้งอีเธอร์เน็ตแบบเท็นเบสที หรือแบบอนุกรมผ่านช่องทาง RS232 การใช้ระบบสลับสายข้อมูลเป็นการเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบง่าย ๆ แต่สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างรวดเร็วและสะดวกต่อการใช้งาน
4) การเชื่อมต่อผ่านระบบผู้ใช้หลายคนหลายช่องทาง
ระบบผู้ใช้หลายคนขนาดเล็กที่อยู่บนไมโครคอมพิวเตอร์มีหลายระบบ เช่น ระบบยูนิกซ์ ระบบเอสซีโอ ระบบดังกล่าวสามารถต่อเชื่อมขยายเข้ากับสถานีย่อยได้มาก เป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันได้ในราคาประหยัด มีซอฟต์แวร์สนับสนุนอยู่มากเช่น ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีระบบรักษาความปลอดภัย

ข้อเด่นของระบบผู้ใช้หลายคนในเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ระบบปฎิบัติการยูนิกซ์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผู้ใช้งานพร้อมกันได้หลายคน หลายงาน มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์และซอฟต์แวร์ระบบสื่อสารไว้มาก มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี มีการต่อช่องทางเข้าออกไปได้หลายแบบ เช่น แบบเป็นสถานีปลายทาง RS232 ผ่านทางเส้นใยนำแสง อีกทั้งมีระบบเครือข่ายท้องถิ่นที่เชื่อมต่อตามมาตรฐานสากล ทำให้การทำงานของระบบประสบผลสำเร็จ
                                       
           ตัวอย่างการต่อเชื่อมระบบยูนิกซ์บนพีซีซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนการรวมกลุ่มใช้งานอีกแบบหนึ่ง

อ้างอิง  http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/connect/connect.html

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

Facebook เริ่มมายังไง?

หลายๆคนในคณะใช้ Facebook กัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเพื่อนฝูง เล่นเกมส์ หรืออะไรอีกหลายอย่าง แต่มี ใครรู้บ้างว่า Facebook เกิดมาได้ยังไง เรื่องราวของ Facebook เริ่มจากนักศึกษา เบียร์ สัตว์ต่างๆ การ Hack และการโดนจับ ซึ่งดูจากการเริ่มต้นของ Facebook แล้วก็ Amazing มากๆว่า มาไกลถึงขนาดนี้ (ผู้ใช้งาน 400 ล้านคน) ในเวลาแค่ 6 ปี


Mark Zuckerberg

Facebook ก่อตั้งโดย Mark Zuckerberg พร้อมกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่ Harvard คือ Dustin Moskovitz, Eduardo Saverin, and Chris Hughes ความคิดที่จะทำ Facebook มาจาก เมื่อตอน Mark เรียนมัธยมอยู่ ซึ่ง ตอนนั้นที่โรงเรียนมีการถ่ายรูปนักเรียนและอาจารย์เก็บเอาไว้ เรียกว่า "facebook" (หรือหนังสือหน้า นั่นเอง)





Facemash

แต่ก่อนที่จะเป็น Facebook ในปัจจุบัน Mark สร้าง Facemash ขึ้นมาก่อน Facemash เกิดเมื่อปี 2003 ตอนนั้น Mark เรียนอยู่ปี 2 ที่ Harvard ในเวลานั้นเค้าเพิ่งถูกแฟนทิ้ง Mark ก็เลยกินเหล้า กินเบียร์ เมาแหลก และก็เริ่ม เขียน Blog เพื่อให้ลืมสาวคนนั้น ขณะเดียวกัน Mark ก็เริ่มสร้าง "facebook" สำหรับหอพักของเค้า Mark บอกว่า รูปที่ถ่ายบางรูป น่าเกลียดมากจนเอาไปเปรียบเทียบกับพวกสัตว์ต่างๆได้เลย ฮะฮะ นี่คือจุดเริ่มต้นของ Facemash

Facemash กลายเป็น เวปที่นำรูปของนักศึกษามาจากหอพักทั้งหมดเก้าหอพักมาเก็บไว้ ... Mark เขียนโปรแกรม ให้สุ่มรูปขึ้นมาคู่กันสองรูปแล้วให้คนโหวตว่า ใครหล่อหรือสวยกว่ากัน

แต่ว่า Mark เอารูปทั้งหมดมาจากไหน เพราะเค้าไม่น่าจะเดินไปขอรูปมาจากนักศึกษาทั้งหมดแน่ๆ คำตอบก็คือ เค้า Hack เข้าคอมพิวเตอร์ของ Harvard แล้วก็ ก็อปรูปมาซะ ... สุดยอด แฮะ ...

Facemash เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มีคนเข้ามา 450 คน และมีคนดูรูปไปทั้งหมด 22,000 รูป แต่...ไม่มีอะไรโรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ ... ไม่กี่วันต่อมา Harvard ปิดเวป Facemash แล้วก็แจ้งจับ Mark ข้อ หาละเมิดความเป็นส่วนตัว (Invasion of Privacy) และ Hack เข้าระบบคอมพิวเตอร์ ... Mark เกือบถูกไล่ออก แต่ ตอนหลังก็ถูกถอนข้อหานี้ไป


Thefacebook

เทอมต่อมา ปี 2004 Mark เริ่มสร้างเวปใหม่ขึ้นมา เรียกว่า Thefacebook เค้าได้รับแรงบันดาลใจจากบทความใน หนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับ กรณีของ Facemash บทความนั้นกล่าวว่า จริงๆแล้วเวปส่วนกลางลักษณะนี้น่าจะมีประโยชน์มากมาย

Thefacebook เริ่มใช้งานได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004 Mark บอกว่า หลายๆคนพูดถึงการมี facebook (จุดรวมรูปของนักศึกษาและอาจารย์) ของ Harvard ... Mark พูดต่ออีกว่า มันเป็นอะไรที่ตลกมาก เพราะมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะทำเจ้าตัวนี้ขึ้นมา และตัวเค้าทำได้ดีกว่า แล้วก็ทำได้ในอาทิตย์เดียว



ภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง Thefacebook มีคนลงทะเบียน 1,500 คน และ ภายในหนึ่งเดือน ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาปริญญาตรีทั้งหมดลงทะเบียนกับเค้า

เดือนมีนาคมปีเดียวกัน Mark และกลุ่มเพื่อนๆ ก็ได้ขยาย Thefacebook ออกไปยัง มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆ (Ivy League) จากนั้น ก็ขยายไปทั่วอเมริกา และทั่วโลก

ในปี 2005 คำว่า The ก็ถูกถอนออกจาก ชื่อ Thefacebook ... Mark และเพื่อนได้จดทะเบียนชื่อโดเมน facebook.com ในราคา $200,000 ... แล้วก็มี Facebook ในวันนี้


สรุป

เรื่องราวความสำเร็จของ Facebook นั้น เป็นอะไรที่น่าติดตาม ถึงแม้ว่าอายุยังน้อยอยู่ แต่ Facebook ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และก็ประสบความสำเร็จ ... น่าสนใจมากที่จะคอยจับตาดูว่า Facebook จะเป็นอย่างไรในอนาคต


ที่มา: http://www.makeuseof.com/tag/facebook-originate-case-wondering/#more-38983
แปลโดย: เฟิร์ส (ผู้แปลไม่มี Facebook Account นะครับ)

ที่มาhttp://202.44.34.144/kmit/knowledge_detail.php?IDKM=250

สอนสมัคร facebook

นาฬิกาอะตอม คืออะไร




                                                                                                              โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์

                                                 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51
                                                 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
                                      โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: sompop@mut.ac.th

นาฬิกาอะตอม (atomic clock) เป็นนาฬิกาที่ให้เวลาที่มีความเที่ยงตรงสูงมาก โดยนำจำนวนครั้งของการถ่ายเทพลังงานระหว่างชั้นพลังงานที่ต่างระดับกันภายในอะตอมของธาตุมากำหนดเป็นค่าเวลา โดยหน่วยเวลาวินาทีตามมาตรฐาน SI (System International) ถูกกำหนดให้มีค่าเท่ากับ 9,192,631,770 ครั้งของการถ่ายเทพลังงานภายในอะตอมของธาตุซีเซียม 133 (Cesium 133)



นาฬิกาอะตอมซีเซียม NIST-F1 ที่ National Institute of Standards and Technology (NIST) สหรัฐอเมริกา
หอดูดาวกรีนิช ประเทศอังกฤษ


นาฬิกาอะตอมซีเซียม NIST-F1 ที่ National Institute of Standards and Technology (NIST) สหรัฐอเมริกา

หอดูดาวกรีนิช ประเทศอังกฤษ
สำหรับนาฬิกาอะตอมที่ใช้เป็นฐานเวลาของระบบนำร่องจีพีเอสนั้น มีทั้งนาฬิกาอะตอมซีเซียม และนาฬิกาอะตอมรูบิเดียม (Rubidium) โดยค่า 1 วินาทีของนาฬิกาอะตอมรูบิเดียมมีค่าเท่ากับ 6,834,682,613 ครั้งของการถ่ายเทพลังงานภายในอะตอมของธาตุรูบิเดียม
ในปัจจุบัน นาฬิกาอะตอมซีเซียม NIST-F1 ซึ่งตั้งอยู่ที่ National Institute of Standards and Technology (NIST) สหรัฐอเมริกา ได้ถูกกำหนดให้เป็นฐานเวลาหลักและฐานความถี่หลักของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีค่าความผิดพลาด 1 วินาทีใน 20 ล้านปี
นอกจากนี้ นาฬิกาอะตอมซีเซียม NIST-F1 ยังถูกใช้ในการกำหนดค่าเวลาสากลเชิงพิกัด หรือที่เรียกว่า UTC (Coordinated Universal Time) ซึ่งหน่วยเวลาที่ใช้ในการอ้างอิงการหมุนของโลก ที่ใช้เครื่องหมาย บวก หรือ ลบ เทียบจากหน่วยเวลาสากลที่อ้างอิงกับเวลา GMT (Greenwich Mean Time) ซึ่งอ้างอิงกับเวลาสากลเชิงพิกัดที่ลองจิจูดที่ศูนย์องศา ซึ่งผ่านตำแหน่งของหอดูดาวกรีนิช ประเทศอังกฤษ
http://tf.nist.gov/cesium/fountain.htm

วิศวกรรมดาวเทียมสำหรับประเทศไทย

วิศวกรรมดาวเทียมสำหรับประเทศไทย

1. บทนำ
มนุษย์มีความสนใจเรื่องของอวกาศมาเป็นเวลาหลายพันปี เริ่มตั้งแต่การศึกษาด้านอิทธิพลของดวงดาวที่มีต่อชีวิตมนุษย์ โดยศาสตร์ดังกล่าวถูกเรียกว่าโหราศาสตร์ (Astrology)[1] และในต่อมาจึงได้มีการศึกษาที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยเป็นการศึกษาเรื่องของดวงดาวในจักรวาล เช่น ตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้า วงโคจรของวัตถุหรือดวงดาว เป็นต้น โดยศาสตร์ดังกล่าวถูกเรียกว่าดาราศาสตร์ (Astronomy) แม้ในระยะแรกจะมีอิทธิพลทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ความเข้าใจผิดพลาด ในกรณีของความเชื่อที่ว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล แต่จากผลการศึกษาในช่วงเวลาต่อมาทำให้ความเข้าใจเรื่องของจักรวาลมีความถูกต้องขึ้น ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีความไฝ่ฝันที่จะเดินทางขึ้นสู่อวกาศอยู่ตลอดมา แต่มีข้อจำกัดก็คือยานพาหนะที่จะสามารถพามนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ จนกระทั่งนักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ Konstantin Tsiolkovsky ได้ตีพิมพ์ผลงานการออกแบบจรวดในปี ค.ศ.1903 ว่าด้วยการเดินทางสู่อวกาศต้องใช้เชื้อจรวดเพลิงเหลวและได้มีการศึกษาเรื่องจรวดเชื้อเพลิงเหลวนี้จนสามารถเดินทางขึ้นสู่อวกาศได้เช่นในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์การเข้าสู่อวกาศของมนุษย์เริ่มต้นตั้งแต่การส่งดาวเทียมชื่อ Sputnik ของรัสซียขึ้นไปโคจรรอบโลกได้เป็นดวงแรกเมื่อปี ค.ศ.1957 แม้ดาวเทียมดวงแรกจะมีความสามารถไม่มากนักและมีเวลาโคจรรอบโลกเพียงสามเดือนก่อนตกลงมา แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ในการเข้าสู่อวกาศ ดาวเทียมในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันนี้ดาวเทียมเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เช่นใช้ในการสื่อสารเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างโดยดาวเทียมค้างฟ้า (Geo Stationary Satellite) หรือใช้ในระบบบอกตำแหน่งของเครื่องรับสัญญาณที่อยู่บนโลกได้อย่างแม่นยำ เช่นระบบ GPS (Global Positioning System) ที่มีการนำไปประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ อย่างมากมาย หรือใช้ในการถ่ายภาพสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ และใช้ในการสำรวจอวกาศส่วนนอกที่อยู่ไกลออกไปจนมนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปถึง เห็นได้ชัดเจนว่าดาวเทียมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ ทำให้หลายประเทศทั้งประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและประเทศกำลังพัฒนาต่างพยายามพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความมั่นคงและแสวงหาประโยชน์ของประเทศ เพราะการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีไม่เพียงพอต่อการตอบสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าว การที่ประเทศต่างๆ พยายามพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศก็เนื่องสามารถจะใช้ประโยชน์จากอวกาศในด้านต่างๆ และในอวกาศมีทรัพยากรอยู่มาก แต่ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ในระยะยาวแล้วหากพึ่งพาการซื้อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันในการเข้าสู่อวกาศได้เนื่องจากทุกระบบที่เกี่ยวข้องจะมีราคาแพงมาก อีกทั้งต้องจัดซื้อจัดหาตลอดเวลา ดังนั้นจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเองเพื่อทำให้ต้นทุนลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสาม ดังที่หลายประเทศ อาทิเช่น จีน และ เกาหลีใต้ ที่ได้ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศขึ้นเองในห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และ นำเทคโนโลยีดังกล่าวสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมากในการส่งดาวเทียม (จีน) และสร้างดาวเทียม(เกาหลีใต้) ให้กับประเทศต่างๆ


ในส่วนของประเทศไทยเริ่มต้นเข้าสู่กิจการด้านอวกาศในเรื่องการใช้ประโยชน์[2] นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 โดยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ Intelsat เพื่อใช้เป็นระบบโทรศัพท์และสื่อสารข้อมูลระหว่างประเทศ ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การ Inmarsat เพื่อให้บริการสื่อสารแบบเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมทั้งบนบก บนน้ำและบนอากาศ และต่อมาประเทศไทยโดยกระทรวงคมนาคมได้ให้สัมปทานบริษัทเอกชนเพื่อจัดหาดาวเทียมให้บริการด้านการสื่อสารในประเทศ และเมื่อมีช่องสัญญาณเหลือก็สามารถให้บริการแก่ประเทศอื่นได้ โดยรู้จักกันในชื่อของดาวเทียมไทยคม จนถึงปัจจุบันนี้มีการส่งดาวเทียมไปแล้ว 5 ดวง โดยยังให้บริการอยู่ 4 ดวง ในการใช้ประโยชน์ดาวเทียมเพื่อการถ่ายภาพ ประเทศไทยเริ่มใช้ดาวเทียมในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 โดยร่วมมือกับองค์การ NASA ในโครงการ Earth Resource Technology Satellite (ERTS) ในการรับสัญญาณภาพถ่ายจากดาวเทียม และต่อมาได้ขยายการรับสัญญาณภาพถ่ายจากดาวเทียมของประเทศต่างๆ เช่น อินเดีย ฝรั่งเศส เป็นต้น


จากกิจกรรมดังกล่าวของประเทศไทยยังเป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากอวกาศเท่านั้น สถานภาพการแข่งขันให้บริการทางด้านอวกาศของประเทศต่างๆ มีสูงขึ้น ผู้ใช้สามารถหาซื้อภาพถ่ายจากดาวเทียมได้หลายดวง ทั้งที่มีความละเอียดของภาพดีขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการให้บริการของดาวเทียมสื่อสารก็มากขึ้น การเป็นผู้ให้บริการโดยการซื้อดาวเทียมมาจะให้บริการไม่สามารถแข่งขันได้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อการแข่งขัน และในขณะนั้นบริษัทยูคอมซึ่งลงทุนในดาวเทียมอิริเดียมก็วางแผนที่จะเป็นผู้ผลิตบางส่วนของดาวเทียมเพื่อสร้างอุตสาหกรรมอวกาศด้วย จึงให้การสนับสนุนงบประมาณบางส่วนกับมหาวิทยาลัยฯ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีอวกาศสู่คนไทยให้เป็นพื้นฐานการสร้างบุคคลากรและองค์ความรู้ให้กับประเทศต่อไป


ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมของไทยนั้น[3] เริ่มต้นจากโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ด้วยการส่งอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ 11 คน และวิศวกรของบริษัท ยูไนเต็ด คอมมิวนิเคชัน (UCOM) 1 คน รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยเรียนรู้พื้นฐานการออกแบบดาวเทียม การสร้างและการ ทดสอบดาวเทียม จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนเมษายน 2539 และได้ทำการสร้างดาวเทียมเพื่อใช้งานจริงชื่อ TMSAT (Thai Micro-Satellite) เสร็จสิ้นเมื่อเดือนเมษายน 2540 นับเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบและสร้างโดยคนไทย วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือต้องให้มีบุคคลากรที่เข้าใจและสามารถสร้างดาวเทียมได้เองในประเทศต่อไป ดังนั้นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจึงเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้สภาวะในอวกาศ เช่นเรื่องปริมาณและพลังงานของอนุภาคในอวกาศที่จะมีผลกระทบต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แรงกระทำต่อดาวเทียม สนามแม่เหล็กโลกเป็นต้น จากนั้นวิศวกรไทยเข้าร่วมออกแบบส่วนฮาร์ดแวร์ใหม่ประมาณร้อยละ 40 เช่นระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสาร ระบบควบคุมการวางตัว เป็นต้น ในส่วนที่เหลือวิศวกรไทยเข้าร่วมในการสร้างโดยไม่ต้องออกแบบใหม่เพราะการสร้างดาวเทียมแต่ละดวงจะไม่มีการสร้างใหม่ทั้งหมดเนื่องจากต้องทดสอบความเชื่อมั่นในการทำงานสภาวะในอวกาศใหม่ แต่วิศวกรไทยต้องทำการศึกษาตั้งแต่ขั้นแรก ส่วนของซอฟต์แวร์ต้องเขียนใหม่ทั้งหมดเนื่องจากเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ 


ดาวเทียม TMSAT ที่สร้างขึ้นถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2541 ด้วยจรวด Zenith-II จากฐานยิงเมือง Baikanur ประเทศ Kazakstan และดาวเทียมดวงนี้ไดัรับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2541 ว่า “ไทพัฒ” ประโยชน์ของดาวเทียมดวงนี้เพื่อการถ่ายภาพ และการสื่อสารแบบ Store and Forward ในปี พ.ศ.2546 กระทรวงวิทยาศาสตร์ได้ดำเนินโครงการดาวเทียมขนาดเล็ก Thailand Earth Observation System (THEOS) เพื่อซื้อดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศฝรั่งเศส มีกำหนดส่งเข้าสู่วงโคจรในปลายปี พ.ศ.2550 แต่เลื่อนมาส่งจริงเมื่อเดือนตุลาคม 2551 นอกจากโครงการข้างต้นแล้ว กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้าร่วมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนวิจัยระบบสื่อสารย่าน Ka-Band ในโครงการ Small Multi-Mission Satellite (SMMS) ซึ่งคาดว่าส่งเข้าสู่วงโคจรในปี พ.ศ.2551 


2. ระบบดาวเทียม (Satellite Systems)

ระบบดาวเทียม[4] ประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆ (Segment) สองส่วน คือ ส่วนภาคพื้นดิน (Ground Segment) ส่วนนี้ทำงานอยู่บนพื้นโลก หรือในชั้นบรรยากาศโลก มีหน้าที่หลักในการสื่อสารและควบคุมการทำงานของดาวเทียม ส่วนภาคพื้นดินนี้อาจจะเป็นสถานีขนาดใหญ่แบบอยู่กับที่ หรือสถานีขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ได้ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานติดต่อกับดาวเทียม เช่นเครื่องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านดาวเทียม หรือรถถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังรวมถึงฐานส่งจรวดปล่อยดาวเทียม อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า ส่วนอวกาศ (Space Segment) คือดาวเทียมที่ทำงานอยู่ในอวกาศ ดาวเทียมจะถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกันไป เช่น ใช้เพื่อการสื่อสาร หรือเพื่อถ่ายภาพทรัพยากรธรรมชาติ หรือเพื่อการนำร่อง (Navigation) เป็นต้น แม้ว่าดาวเทียมแต่ละดวงที่ถูกสร้างขึ้นจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ออกไป แต่เราสามารถแบ่งระบบออกได้เป็นสององค์ประกอบ (Element) ได้แก่

2.1 ระบบบัส (Bus Systems) ระบบบัสเป็นระบบที่จำเป็นสำหรับการทำงานของดาวเทียมที่ดาวเทียมทุกดวงจะต้องมี เพื่อให้ดาวเทียมสามารถทำงานได้ตามฟังก์ชันพื้นฐาน อาทิเช่น การสื่อสารติดต่อกับสถานีภาคพื้นดิน การควบคุมการทรงตัวและวงโคจรของดาวเทียม การควบคุมอุณหภูมิภายในดาวเทียม การจัดการข้อมูลที่รับส่งเชื่อมโยงกับระบบย่อยต่างๆ ภายในดาวเทียม เป็นต้น โดยที่ดาวเทียมแต่ละดวงอาจจะมีระบบย่อยไม่ครบทั้งหมด หรือเทคโนโลยีที่ใช้อาจจะแตกต่างกันก็ตาม นอกจากนี้ บัสจะต้องสนับสนุนการทำงานให้กับอุปกรณ์หรือระบบที่เป็นเพย์โหลดหรือระบบน้ำหนักบรรทุก ระบบย่อย (Subsystem) ของระบบบัสได้แก่ ระบบพลังงาน (Power system) ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer system) ระบบ TT&C (Telemetry & Telecommand) ระบบ ADCS (Attitude Determination and Control System) ระบบสื่อสาร (Communication System) เป็นต้น


2.2 ระบบน้ำหนักบรรทุก (Payload System) ระบบน้ำหนักบรรทุกเป็นระบบที่มีการทำงานเฉพาะตามวัตถุประสงค์ที่ดาวเทียมได้ถูกออกแบบมา เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติจะมีระบบกล้องถ่ายภาพ (Camera System) ดาวเทียมสื่อสารจะมีระบบสื่อสาร (Communication System) หรือดาวเทียมนำร่องจะต้องมีระบบนาฬิกาอะตอมซีเซียม (Cesium Atomic Clock) เป็นต้น


การออกแบบแต่ละระบบย่อยของส่วนอวกาศจำเป็นต้องมีความเข้าใจสภาพแวดล้อมของการทำงานในอวกาศ ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่มีอากาศและไม่มีสนามแม่เหล็กของโลกคอยป้องกันอนุภาคที่วิ่งด้วยความเร็วสูงมากระทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ 


3. วงโคจร (Orbit)

ในปัจจุบันนี้จุดแบ่งระหว่างชั้นบรรยากาศกับอวกาศไม่มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน แม้ United Nations Office for Outer Space Affairs ได้จัดให้มีการลงนามในสนธิสัญญา (Treaty) ระหว่างประเทศที่ระบุถึงสิทธิและหน้าที่ของการดำเนินกิจกรรมในอวกาศก็ไม่ได้มีการกำหนดบริเวณอวกาศไว้ให้ชัดเจน [5][6] ดาวเทียมโคจรอยู่ที่ความสูงต่างๆ กัน ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งาน และการที่ดาวเทียมอยู่ที่ความสูงต่างกันนี้ยังทำให้สภาพแวดล้อมแตกต่างกันทำให้การออกแบบดาวเทียมมีข้อที่ต้องนำมาพิจารณาแตกต่างกัน โคจรดาวเทียมซึ่งแบ่งตามความสูงได้เป็น 3 แบบ มีดังนี้

3.1 วงโคจรระดับต่ำ (Low Earth Orbit, LEO) วงโคจรแบบนี้จะอยู่ระหว่างชั้นบรรยากาศกับ Van Allen radiation ซึ่งไม่มีการกำหนดความสูงที่แน่นอน แต่ดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรนี้จะอยู่สูงจากผิวโลกต่ำกว่า 2,000 กิโลเมตร การที่วงโคจรอยู่ใกล้โลกเช่นนี้จะทำให้ผลของสนามแม่เหล็กโลกช่วยผลักดันประจุไฟฟ้าพลังงานสูงไม่ให้ทำความเสียหายแก่ดาวเทียมได้ระดับหนึ่ง แต่ก็มีบางบริเวณที่เป็นเสมอนรอยรั่วที่อนุภาคสามารถทะลุเข้ามาถึงชั้นความสูงประมาณ 200 กิโลเมตรเหนือผิวโลก ดาวเทียมในวงโคจรระดับต่ำที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังแบ่งออกเป็นแบบเฉพาะดังนี้


3.1.1 วงโคจรผ่านขั้วโลก (Polar Orbit) ดาวเทียมในวงโคจรนี้จะมีการโคจรในระนาบที่ผ่านขั้วโลกเหนือและใต้ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการถ่ายภาพด้วยดาวเทียม เนื่องจากขณะที่ดาวเทียมโคจรจากขั้วโลกหนึ่งไปยังอีกขั้วโลกหนึ่งนั้น โลกก็จะหมุนรอบตัวเองด้วย ทำให้ดาวเทียมสามารถโคจรผ่านทุกพื้นที่ของโลกจึงมักใช้เป็นวงโคจรสำหรับดาวเทียมถ่ายภาพ 



รูปที่ 1 แสดงเส้นทางโคจรใน 1 วันของดาวเทียมไทพัฒที่มีวงโคจรแบบสัมพันธ์กับดาวอาทิตย์


3.1.2 วงโคจรระนาบเอียง (Inclined Orbit) ดาวเทียมในวงโคจรนี้มีการโคจรในระนาบที่ทำมุมกับระนาบของเส้นศูนย์สูตรมากกว่า 0 องศาไปจนถึง 180 องศา แต่ไม่รวมวงโคจรผ่านขั้วโลก ซึ่งจะทำให้สามารถโคจรผ่านพื้นที่ต่างๆ ได้เกือบครอบคลุมทั่วโลกเช่นเดียวกับวงโคจรผ่านขั้วโลก ถ้าระนาบการโคจรทำมุมกับระนาบเส้นศูนย์สูตรและสัมพันธ์กับความสูงแล้วทำให้ดาวเทียมผ่านบริเวณที่กำหนดเป็นเวลาเดิมทุกครั้งจะเรียกว่าวงโคจรสัมพันธ์กับดาวอาทิตย์ (Sun Synchronous Orbit) ดังแสดงในรูปที่ 1


3.2 วงโคจรระดับกลาง (Medium Earth Orbit, MEO) วงโคจรระดับกลางเป็นวงโคจรของดาวเทียมที่มีความสูงอยู่ระหว่างวงโคจรระดับต่ำ (LEO) และ วงโคจรค้างฟ้า (GEO) โดยวงโคจรของดาวเทียมในระดับนี้จะมีระนาบวงโคจรที่เอียงทำมุมกับระนาบเส้นผ่านศูนย์กลางโลก ดาวเทียมในวงโคจรนี้ได้แก่ ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมระบบนำร่อง เป็นต้น


3.3 วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit, GEO) วงโคจรค้างฟ้าเป็นวงโคจรเหนือเส้นศูนย์สูตร มีความสูง 35786.034 กิโลเมตรเหนือผิวโลก ได้แก่ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร และอุตุนิยมวิทยา เนื่องจากดาวเทียมในวงโคจรนี้มีประโยชน์ทางด้านธุรกิจมาก แต่มีตำแหน่งที่จำกัด ดังนั้นเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะต้องถูกขับดันให้ไปอยู่ที่ความสูงขึ้นไปอีก 300-400 กิโลเมตร เรียกบริเวณนี้ว่าวงโคจรสุสานดาวเทียม (Graveyard Orbit)


ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกจะมีตำแหน่งที่อ้างอิงกับโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา ดังนั้นสถานีภาคพื้นดินจำเป็นจะต้องทราบตำแหน่งของดาวเทียมเพื่อให้สามารถสื่อสารกับดาวเทียม จึงมีการวิจัยเพื่อสร้างแบบจำลองที่ใช้คำนวณหาตำแหน่งดาวเทียม โดยแบ่งดาวเทียมออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่มีคาบเวลาโคจรรอบโลกน้อยกว่า 225 นาทีเรียกว่ากลุ่มดาวเทียมใกล้โลก (Near-Earth Satellite) ใช้แบบจำลอง SGP (Simplified General Perturbations), SGP4 หรือ SGP8 และกลุ่มดาวเทียมที่มีคาบเวลาโคจรมากกว่า 225 นาทีเ รียกว่ากลุ่มดาวเทียมอวกาศส่วนนอก (Deep Space Satellite) ใช้แบบจำลอง SDP4 (Simplified Deep Perturbations 4) และ SDP8 โดยในปัจจุบัน NORAD North American Aerospace Defense Command (NORAD)ได้ติดตามวัตถุที่มนุษย์ส่งขึ้นสู่อวกาศและประกาศพารามิเตอร์ (Parameter) สำหรับแบบจำลอง SPG4 และ SDP4 เป็นข้อมูลสองบรรทัดในรูปแบบเรียกว่า Two Line Element (TLE) Format ความหมายของข้อมูลแต่ละคอลัมน์อธิบายไว้ใน [7] ตัวอย่างในรูปที่ 2 เป็นข้อมูลของดาวเทียมไทพัฒ 



รูปที่ 2 พารามิเตอร์ในรูปแบบ Two Line Element สำหรับแบบจำลอง SPG4 ของดาวเทียมไทพัฒ


4. การออกแบบดาวเทียม

ขั้นตอนการออกแบบดาวเทียมมีลำดับดังนี้

4.1 กำหนดความต้องการของระบบ (System Requirements) ในการออกแบบดาวเทียมสำหรับโครงการต่างๆ จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการกำหนดความต้องการเฉพาะของดาวเทียมดวงนั้นๆ เช่นความต้องการในการครอบคลุมพื้นที่ใด ความต้องการด้านคุณภาพของระบบถ่ายภาพ เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องระบุเงื่อนไขบังคับ (Constraint) เช่น งบประมาณ ระยะเวลาการสร้างและใช้งาน หรือปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบทางด้านสังคม เป็นต้น 


4.2 ออกแบบเชิงแนวคิด (Conceptual Design) การออกแบบเชิงแนวคิดเป็นการนำเอาผลจากการกำหนดความต้องการของระบบในข้อ 4.1 มาทำการออกแบบดาวเทียมในเชิงแนวคิดว่าจะประกอบด้วยส่วนใดบ้าง การออกแบบจะมีทั้งที่เป็นระดับบน (Top Level) และระดับส่วนย่อย (Segment) โดยจะต้องพิจารณาภาวะถ่วงดุล (Tradeoff) ที่เกิดขึ้นระหว่างส่วนต่างๆ รวมถึงจรวดที่จะใช้ส่งดาวเทียม


4.3 ออกแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) เมื่อได้ผลการออกแบบเชิงแนวคิดแล้วจะทำการออกแบบแต่ละระบบย่อยในเบื้องต้นทุกระบบ โดยเริ่มจากการกำหนดแผนภาพการเชื่อมโยงฟังก์ชันต่างๆ ในดาวเทียม กำหนดและแปลงความต้องการแต่ละส่วนให้เป็นข้อกำหนดเฉพาะทางฮาร์ดแวร์ และทำการศึกษาและปรับทางเทคนิคให้ทุกส่วนเข้ากันได้ สังเคราะห์การออกแบบขั้นต้นที่ออกแบบมาแล้วกำหนดการเชื่อมต่อระหว่างส่วนที่เหมาะสม เตรียมการจัดหาอุปกรณ์ วัสดุและแผนการทำงาน


4.4 ออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) การออกแบบรายละเอียดเป็นขั้นตอนการออกแบบที่สมบูรณ์ตามที่กำหนด แผนการวิเคราะห์ทางโครงสร้างและอุณหภูมิ การสร้างและการประกอบ การทดสอบดาวเทียม รวมถึงแผนการควบคุมดาวเทียมเมื่อเข้าสู่วงโคจรแล้ว


5. ดาวเทียมไทพัฒ-2

โครงการดาวเทียมไทพัฒ-2 เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการไทพัฒ-1 วัตถุประสงค์ของโครงการก็เพื่อให้ประเทศไทยมีดาวเทียมที่สร้างขึ้นในประเทศไทยโดยคนไทย 

ความต้องการหลักของพันธกิจไทพัฒ-2 ได้แก่


1. พัฒนาเพย์โหลดสำหรับการสื่อสารในย่าน S-Band เพื่อทดสอบการสื่อสารแบบ Wideband CDMA ด้วยความเร็ว 8 เมกกะบิทต่อวินาที สำหรับใช้เป็นต้นแบบสำหรับโครงการ Third Generation Mobile Satellite ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้จะมีประโยชน์ในการสร้างอุตสาหกรรมสำหรับอุปกรณ์ Ground Segment ของการสื่อสารดาวเทียมในอนาคต 


2. พัฒนาเพย์โหลดสำหรับระบบถ่ายภาพความละเอียด 10 เมตร แบบมัลติสเปกตรัม และ ความละเอียด 5 เมตร แบบแพนโครเมติก 


ทั้งนี้ระบบถ่ายภาพแบบมัลติสเปกตรัมจะใช้ push-broom scanning camera จำนวน 4 ชุด เพื่อตอบสนองย่านความยาวคลื่นแสงสี แดง เขียว และอินฟาเรดใกล้ (NIR : near infrared) ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับระบบประมวลข้อมูลภาพจากดาวเทียมไทพัฒ-1 


สำหรับระบบถ่ายภาพแบบแพนโครเมติกจะใช้ push-broom scanning camera เช่นกัน แต่มีเพียง 1 ชุดเท่านั้น แต่จะให้ความละเอียดเชิงพื้นที่สูงกว่าแบบแบบมัลติสเปกตรัม


จากการออกแบบและวิเคราะห์ระบบถ่ายภาพสำหรับโครงการดาวเทียมไทพัฒ-2 นี้ ได้ข้อกำหนดความต้องการดังนี้


swath width 40 กิโลเมตร (วงโคจรดาวเทียม 670 กิโลเมตร)

หน่วยความจำ 20 Gbyte สำหรับระบบกล้องถ่ายภาพ
ช่องทางสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงระหว่างระบบกล้องถ่ายภาพ และ คอมพิวเตอร์กลางบนดาวเทียม จำนวน 2 ช่อง
ช่องทางสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง (โดยตรง) ระหว่างระบบกล้องถ่ายภาพและระบบส่งสัญญาณวิทยุ จำนวน 1 ช่อง
แผนภาพระบบการทำงานของดาวเทียมไทพัฒ-2 แสดงในรูปที่ 3


รูปที่ 3 แผนภาพดาวเทียมไทพัฒ-2

จากการออกแบบและวิเคราะห์วงโคจร รวมไปถึงระบบควบคุมการทรงตัวสำหรับดาวเทียมไทพัฒ-2 นี้ ได้ข้อกำหนดความต้องการดังนี้


วงโคจรที่ระดับความสูง 670 กิโลเมตร จากพื้นโลก

ระนาบวงโคจรทำมุม 98 องศา เทียบกับระนาบเส้นศูนย์สูตรโลก
วงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์
เวลาโคจรผ่าน (passing time) 10 นาฬิกาตอนเช้า ณ จุดไต่ลง (descending node)
ช่วงระยะเวลาโคจรผ่านบริเวณเดิม (revisit) 3 วัน
ระบบควบคุมการทรงตัวแบบ 3 แกน
ความแม่นยำของระบบควบคุมการทรงตัว 0.5 ถึง 1.0 องศา
ตัวตรวจวัดการทรงตัวประกอบด้วย แม็กนีโตมิเตอร์(Magnetometer) ซันเซ็นเซอร์ (Sun sensor) และ ไจโร (Gyro)
แอคชูเอเตอร์ ประกอบด้วย วงล้อโมเมนตัม และแม็กนีท็อกเกอร์
ในส่วนของระบบไฟฟ้าต้นกำลังประกอบด้วยแผงเซลสุริยะชนิด GaAs ขนาด 80x40 เซนติเมตร จำนวน 4 แผงติดตั้งรอบตัวดาวเทียม โดยที่แต่ละแผงจะให้กำลังไฟฟ้าประมาณ 93 วัตต์ ณ ต้นอายุ (BOL : beginning of life) และ ประมาณ 68 วัตต์ ณ สิ้นอายุ (EOL : end of life) ทั้งนี้ทุกระบบภายในดาวเทียมไทพัฒ-2 ต้องการกำลังไฟฟ้าประมาณ 45 วัตต์ ในสภาวะปกติทั่วไป และ ประมาณ 54 วัตต์ ในขณะถ่ายภาพ สำหรับหน่วยเก็บกำลังไฟฟ้านั้น แบตเตอร์รีสำหรับอวกาศชนิด Lithium-Ion ขนาด 10 Ahr โดยมี DoD (depth of discharge) ที่ 25% ถูกใช้ในการเก็บกำลังไฟฟ้า 

ในส่วนของระบบสื่อสารสำหรับส่งภาพถ่ายจากดาวเทียมสู่สถานีภาคพื้นดินจะใช้ย่านความถี่เอ็ก (X band) โดยมีอัตราส่งข้อมูล 40 Mbps ทั้งนี้จากการออกแบบและคำนวณค่างบประมาณการเชื่อมต่อ (link budget) ค่า Eb/No ที่ต้องการมีค่าประมาณ 10.5 dB และค่า link margin มีค่าประมาณ 8.40 dB โดยที่สายอากาศ ณ สถานีภาคพื้นดินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร เวลาในการส่งข้อมูลภาพขนาด 40 x 200 กิโลเมตร จะใช้เวลาประมาณ 2 นาที


6. สรุป

หากศึกษาการดำเนินโครงการอวกาศของประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วจะพบว่า ประเทศดังกล่าวสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในโครงการอวกาศมาใช้งานบนโลกได้มากมาย ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ในช่วงเริ่มต้นของประเทศเหล่านั้นก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีอวกาศเลย แต่ต้องลงทุนใหม่ในเกือบทุกด้าน ประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในช่วงหลังได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีการเรียนรู้แล้ว ทำให้ต้นทุนในการพัฒนากิจการอวกาศลดลงอย่างมาก เช่นไม่ต้องพัฒนาจรวดขึ้นเอง เป็นเหตุผลให้มีหลายประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งมีผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสูง สำหรับประเทศไทยแล้ว ดาวเทียมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรมาก ทำให้ต้องการระบบสื่อสารในทุกพื้นที่ และต้องการดาวเทียมที่สามารถถ่ายภาพ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้อวกาศยังเป็นบริเวณที่มนุษยชาติสามารถแสวงหาประโยชน์ได้ร่วมกันจึงยิ่งจำเป็นที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเองเพื่อให้ราคาถูกลง ต้นทุนในการพัฒนาดาวเทียมจะน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของดาวเทียมที่จัดซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาสำหรับดาวเทียมมาผลิตเป็นอุตสาหกรรมที่มีประโยชน์บนโลกได้

จากการที่โครงการวิศวกรรมดาวเทียมต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าทั้งด้านอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรคมนาคม ไฟฟ้ากำลังและระบบวัดคุม นอกจากนี้ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมเครื่องกลในการออกแบบโครงสร้างและการควบคุมอุณหภูมิภายในดาวเทียม ทำให้ต้องเกิดความร่วมมือประสานงานองค์ความรู้ต่างๆ จึงจะทำให้การพัฒนาโครงการอวกาศเป็นไปอย่างมีรูปธรรมและยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่เหมือนโครงการที่ซื้อเทคโนโลยีมาเพียงเพื่อการให้บริการเช่นที่ผ่านมา แต่ยังขาดการจัดการ และการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นในประเทศ ซึ่งงบประมาณนี้ไม่สูงมาก อาจเริ่มต้นจากการสร้างดาวเทียมแบบ Engineering Model ซึ่งใช้อุปกรณ์ที่ราคาไม่แพงสำหรับทดสอบฟังก์ชั่นต่างๆ ในดาวเทียม จากนั้นก็สร้าง Qualification Model ที่ใช้อุปกรณ์ส่วนใหญ่เหมือนในดาวเทียมจริงและสามารถทดสอบการทำงานในบางสถานะแวดล้อม สุดท้ายก็สร้าง Flight Model เพื่อส่งไปใช้งานจริง หรือหากมีพื้นฐานการออกแบบดาวเทียมและมีการพิสูจน์ทางเทคโนโลยีแล้วก็สามารถรวม Engineering Model และ Qualification Model เข้าด้วยกัน โดยอาจเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยที่สนใจและมีความชำนาญในสาขาต่างๆ กัน เพื่อเสริมความสำเร็จของโครงการ 


เอกสารอ้างอิง

[1] Jerry Jon Sellers, Understanding Space an Introduction to Astronautics, McGraw-Hill, Inc., 1994.
[2] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศ (พ.ศ. 2547 - 2557), กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2548.
[3] S.Jantarang, "Thai-Putt : Thai Micro-Satellite for Engineering Education," Proc. AEESEAP midterm conference 1999, Thailand.
[4] B.Pattan, Satellite Systems Principles and Technologies, Van Nostrand Reinhold, Newyork, 1993.
[5] A.S.Piradov, International Space Law, University Press of the Pacific, Honolulu, Hawaii, 2000.
[6] B.Cheng, Studies in International Space Law, Clarendon Press, Oxford, 1997.
[7] F.R. Hoots and R.L. Roehrich, "SPACETRACK REPORT NO. 3 Models for Propagation of NORAD Element Sets,"  http://www.celestrak.com/ /, Dec. 1980.
http://www.space.mict.go.th/knowledge.php?id=thaisat

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

นักเทคโนโลยีอวกาศ

เซอร์ไก โคโรเลฟ
Sergei Korolev
30 ธันวาคม 1906 – 14 มกราคม 1966



เซอร์ไก โคโรเลฟ ได้รับสมญานามว่าเป็น "บิดาแห่งความสำเร็จด้านอวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต" โดยโคโรเลฟเป็นผู้ออกแบบจรวดวอสตอค ซึ่งเป็นจรวดยุคแรกของโครงการอวกาศของโซเวียต และ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการสปุคนิค ที่มีนักบินอวกาศเดินทางรอบโลกเป็นครั้งแรก จนมาถึงเป็นผู้ออกแบบจรวดโซยุซที่ใช้งานในปัจจุบัน รวมไปถึงการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นแรกๆ ให้กับโซเวียต

โคโรเลฟได้รับการศึกษาและฝึกฝนด้านการออกแบบเครื่องบิน แต่ด้วยทักษะและความสามารถในด้านการจัดการองค์กร และ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้โคโรเลฟได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าโครงการอวกาศของโซเวียต ทั้งนี้ก่อนที่จะเสียชีวิตลง โคโรเลฟได้รับการยกย่องว่าเป็น "หัวหน้าผู้ออกแบบ" (Chief Designer)

เนื่องจากภาระหน้าที่ของโคโรเลฟมีความสำคัญต่อโครงการอวกาศของโซเวียตเป็นอย่างมาก ทำให้สหภาพโซเวียตต้องพยายามปกปิดความสำคัญของโคโรเลฟไว้ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ต่อมาในภายหลัง ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในฐานะผู้นำที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านอวกาศของโซเวียต

วัยเยาว์
เซอร์ไก โคโรเลฟเกิดที่เมืองจีโตมีร์ (Zhytomyr) ประเทศยูเครนในปัจจุบัน มารดาเป็นชาวยูเครน ส่วนบิดาเป็นชาวรัสเซียและมีอาชีพเป็นครู เมื่อมีอายุได้เพียงสามขวบ บิดาและมารดาได้แยกทางกัน ทำให้โคโรเลฟ ต้องอยู่ในความดูแลของตาและยาย เนื่องจากมารดาของโคโรเลฟต้องเดินทางไปศึกษาที่เมืองเคียฟเป็นประจำเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ทำให้โคโรเลฟต้องเติบโตอย่างเดียวดายกับเพื่อนเพียงไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม โคโรเลฟก็มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนคนอื่นๆ ในปี 1916 มารดาของโคโรเลฟแต่งงานใหม่กับวิศวกรไฟฟ้า และได้นำโคโรเลฟมาอยู่ด้วย ณ เมือง โอเดสสา


                                       ภาพการปฏิวัติรัสเซีย ในปี 1917 ณ นครเซ็นต์ ปีเตอร์เบิร์ก
                                        ที่มารูปภาพ http://www.britannica.com/EBchecked/topic-art/

ในปี 1918 ขณะที่โคโรเลฟมีอายุได้ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 และเริ่มเข้าสู่ช่วงการปฏิวัติในรัสเซีย สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายแดงดำเนินไปอยู่หลายปี โดยในระหว่างดังกล่าวเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในรัสเซีย ซึ่งโคโรเลฟเองก็ได้ป่วยเป็นไข้รากสาดใหญ่ในปี 1919

การศึกษา
เมื่อโคโรเลฟย้ายไปอยู่ที่เมืองโอเดสสา โคโรเลฟเริ่มศึกษาทฤษฎีการบินด้วยตนเอง (โดยโคโรเลฟมีความสนใจเรื่องเครื่องบินตั้งแต่มีอายุได้ 7 ขวบ หลังจากที่ได้ชมการแอร์โชว์) และได้เข้าทำงานกับชมรมเครื่องร่อนของเมืองโอเดสสา นอกจากนี้ฐานย่อยเครื่องบินทะเลของทหารก็ตั้งอยู่ที่เมืองโอเดสสาด้วย ยิ่งทำให้โคโรเลฟมีความสนใจในปฏิบัติการของฝูงบินดังกล่าว

ในปี 1923 โคโรเลฟ (อายุ 17 ปี) ได้เข้าร่วมกับสมาคมการบินและการนำร่องทางอากาศของยูเครนและไครมีย์ (Society of Aviation and Aerial Navigation of Ukraine and the Crimea : OAVUK) ซึ่งทำให้โคโรเลฟได้รับการศึกษาทางด้านการบินเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสบินในฐานะผู้โดยสารหลายครั้ง




                                                        สถาบันโพลิเทคนิคเคียฟ
                                            ที่มารูปภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/File:Kiev_Polytechnic_early-20c.jpg

ในปี 1924 โคโรเลฟได้ออกแบบเครื่องร่อนที่เรียกว่า "K-5" ซึ่งได้รับการยอมรับโดย OAVUK และในปีเดียวกันโคโรเลฟได้เข้าศึกษาต่อ ณ สถาบันโพลิเทคนิคเคียฟ (Kiev Polytechnic Institute) เพื่อศึกษาทางด้านการบิน ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเคียฟ ในระหว่างศึกษาที่เมืองเคียฟ โคโรเลฟอาศัยอยู่กับลุงและทำงานเพื่อหาค่าเรียนด้วยตนเอง ทั้งนี้ในสาขาการบินที่โคโรเลฟเรียนนั้น จะมีทั้งวิชาด้านวิศวกรรม ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์

ในปี 1925 โคโรเลฟได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนการสร้างเครื่องร่อน โดยโคโรเลฟได้รับอนุญาตให้ทำการบินเครื่องร่อนที่ใช้สำหรับฝึก แต่การบินครั้งดังกล่าวจบลงไม่ดีนักโดยเครื่องแตกออกเป็นสองส่วน อย่างไรก็ตามโคโรเลฟยังคงศึกษาทางด้านการบินต่อ และจบการศึกษาปีที่สองในปี 1926

ในเดือนมิถุนายน ปี 1926 โคโรเลฟได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่ Moscow N.E. Bauman Higher Technical School (MVTU) ณ กรุงมอสโก ทั้งนี้ครอบครัวของโคโรเลฟก็ได้ย้ายมาอยู่กับเขาที่กรุงมอสโก ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ ณ ที่นี้ โคโรเลฟได้มีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์การบินเครื่องร่อนและเครื่องบินที่มีกำลังสูง จนกระทั่งปี 1929 โคโรเลฟได้ศึกษาหัวข้อพิเศษทางด้านการบิน ซึ่งในระหว่างนี้เองที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศว่าการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์จำเป็นที่จะต้องถูกเร่งรัดเนื่องจากประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิศวกร ซึ่งโคโรเลฟสามารถที่จะสำเร็จระดับดิโพลมาได้โดยการออกแบบเครื่องบินที่ใช้งานในเชิงปฏิบัติได้ และแบบของเครื่องบินดังกล่าวก็แล้วเสร็จภายในสิ้นปีและได้รับการรับรอง

วัยทำงาน
ภายหลังจากสำเร็จการศึกษา โคโรเลฟเริ่มต้นทำงานที่สำนักออกแบบเครื่องบินหน่วยที่ 4 (OPO-4) ที่มีหัวหน้าเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อว่า พอล ริชาร์ด และนักออกแบบเครื่องบินระดับแนวหน้าของรัสเซียจำนวนมาก ซึ่งโคโรเลฟเองก็ไม่ได้ดูโดดเด่นจากเพื่อนร่วมงานเลย ทั้งนี้ในระหว่างทำงานให้กับหน่วยงาน โคโรเลฟก็ยังคงทำงานส่วนตัวทางด้านการออกแบบเครื่องบิน โดยหนึ่งในนั้นคือการออกแบบเครื่องร่อนที่มีขีดความสามารถสูง

ปี 1930 โคโรเลฟได้รับเลือกเป็นหัวหน้าวิศวกรเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก ชื่อว่า Tupolev TB-3 และในปีเดียวกันโคโรเลฟได้รับใบอนุญาตนักบิน นอกจากนี้โคโรเลฟเริ่มให้ความสนใจถึงความเป็นไปได้ของเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลว แต่เนื่องจากการที่ความสนใจดั้งเดิมของโคโรเลฟก็คือเครื่องบิน ดังนั้นเขาจึงมองเห็นความสามารถของเครื่องยนต์ดังกล่าวสำหรับเครื่องบิน

ในปี 1931 โคโรเลฟร่วมกับเฟดเดอร์ริก แซนเดอร์ ได้ผลักดันและก่อตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า Jet Propulsion Research Group (GIRD) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานแรกเริ่มในการพัฒนาจรวดในโซเวียต โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งนี้ในเดือนพฤษภาคม 1932 โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของ GIRD



                    โคโรเลฟในที่นั่งนักบิน เครื่องบิน Tupolev TB-3
                 ที่มารูปภาพ http://seedang.com/files/comments/21/217329/images/1.jpg

GIRD ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนถึงสามแบบ โดยที่ทางทหารได้หันมาให้ความสนใจในความมานะพยายามของ GIRD และเริ่มให้งบประมาณสนับสนุน ในปี 1933 GIRD ได้ประสบผลสำเร็จในการทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลว ที่เรียกว่า GIRD-09 ซึ่งเป็นเวลา 7 ปีหลังจากโรเบิร์ต ก็อดดาร์ดได้ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อปี 1926

ปี 1934 โคโรเลฟได้ตีพิมพ์ผลงานที่ชื่อว่า "Rocket Flight in Stratosphere"



            GIRD ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลว ที่เรียกว่า GIRD-09 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1933
                      ที่มา รูปภาพ http://waterocket.explorer.free.fr/images/25nov1933GIRDX.jpg

จากความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นของฝ่ายทหาร ทำให้ในปี 1933 รัฐบาลได้ตัดสินใจรวม GRID เข้ากับห้องปฏิบัติการพลวัตทางแก๊ส (GDL : Gas Dynamics Laboratory) ที่ตั้งอยู่ในเมืองเลนินกราด (ปัจจุบันได้เปลี่ยนกลับไปเป็นชื่อเซนต์ปีเตอร์เบิร์กตามเดิม) โดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้ชื่อ "สถาบันวิจัยระบบขับเคลื่อนเจ็ท" (RNII : Jet Propulsion Research Institute) ซึ่งมีวิศวกรของทหารเป็นหัวหน้า อย่างไรก็ตาม การรวมสององค์กรเข้าด้วยกันในครั้งนั้น ยังคงบุคลากรที่ทุ่มเทให้กับงานด้านจรวดอยู่ เช่น วาเลนติน กลัสซ์โค (Valentin Glushko) ทั้งนี้โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการหัวหน้าของสถาบัน โดยเป็นผู้นำในการพัฒนาจรวดขีปนาวุธ และจรวด

ในปี 1936 โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวิศวกรของสถาบัน RNII โดยที่วิศวกรของ RNII ก็ดำเนินงานวิจัยด้านจรวดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมการทรงตัวของจรวด การพัฒนาระบบทรงตัวอัตโนมัติที่ใช้ไจโรช่วยให้สามารถโปรแกรมวิถีการเดินทางของจรวดได้

จากการที่เป็นคนทำงานหนักและมีระเบียบวินัยในเชิงบริหารจัดการ โคโรเลฟมักจะตรวจสอบทุกขั้นตอนสำคัญของโครงการและใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ด้วยบุคลิกและความสามารถพิเศษของเขา ทำให้โคโรเลฟได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดการโครงการทางวิศวกรรมของสถาบัน

ถูกจับกุมและรับโทษในค่ายแรงงาน
ในช่วงที่โจเชฟ สตาลินเป็นผู้นำโซเวียต ได้มีการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างหนักในช่วงปี 1936 ถึง 1938 และ กลางปี 1938 โคโรเลฟเองก็ถูกจับกุมโดยหน่วยงานของรัฐบาลที่ชื่อว่า NKVD ในข้อหาเปิดเผยผลงานของสถาบันวิจัยที่เขาทำงานอยู่ โคโรเลฟถูกส่งไปยังเรือนจำเพื่อการสอบสวนให้รับสารภาพ และท้ายที่สุดโคโรเลฟถูกลงโทษส่งไปยังค่ายแรงงานเป็นเวลา 10 ปี ทั้งนี้ในภายหลังโคโรเลฟได้ทราบว่าเขาถูกปรักปรำโดยวาเลนติน กลัสซ์โค ซึ่งเป็นเหตุให้ทั้งคู่กลายเป็นปรปักษ์กันอย่างชั่วชีวิต

โคโรเลฟเชื่อว่าการที่ตนเองถูกจับกุมนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่ผิดพลาด เขาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสตาลินด้วย ในขณะเดียวกันหน่วยงาน NKVD ที่จับกุมเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง หัวหน้า NKVD คนใหม่ได้เลือกที่จะพิจารณาคดีของโคโรเลฟอีกครั้งในปี 1939 แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวจากเรือนจำไปยังค่ายแรงงานที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกไกลของไซบีเรีย




                      ค่ายแรงงานที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกไกลของไซบีเรีย สมัยสตาลิน
                         ที่มารูปภาพ http://www.adventuretravel.ru/trekking/kodar/dima/stalin_camp2.jpg

ณ ที่ค่ายในไซบีเรีย โคโรเลฟได้ใช้แรงงานในเหมืองทองคำเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะทราบว่ารัฐบาลจะพิจารณาคดีของเขาใหม่อีกครั้ง โดยในช่วงปลายปี 1939 โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวกลับมายังกรุงมอสโก แต่เขาอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บและสูญเสียฟันเกือบทั้งหมดเนื่องจากสภาพความโหดร้ายที่ค่ายแรงงาน เมื่อโคโรเลฟกลับมาถึงกรุงมอสโก โทษทัณฑ์ของเขาได้ถูกลดลงเหลือ 8 ปี ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องถูกส่งไปรับโทษที่ค่ายแรงงานอีก

โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวไปที่ sharashka ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในระบบการรับโทษของโซเวียต แต่เป็นสถานที่ที่นักโทษที่มีความรู้ เช่น นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร ถูกส่งตัวมารับโทษ โดยที่นักโทษจะถูกมอบหมายให้ทำงานวิจัยและพัฒนาโครงการตามที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องการ

เนื่องจากโคโรเลฟเคยอยู่ในทีมงานที่ออกแบบ Tupolev TB-3 เครื่องบินทิ้งระเบิด เขาจึงถูกมอบหมายให้ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น Tupolev Tu-2 และ Petlyakov Pe-2 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มที่ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดต้องย้ายที่ทำการหลายครั้งเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมโดยกองทัพเยอรมัน

ในปี 1942 โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวไปยัง sharashka อีกแห่ง ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของนักออกแบบจรวดชื่อวาเลนติน กลัสซ์โค ซึ่งเป็นปรปักษ์ของเขานั่นเอง โดย กลัสซ์โค เองก็ถูกจับกุมและถูกส่งตัวมาทำงานที่ sharashka แห่งนี้ โคโรเลฟทำงานอยู่ ณ ที่นี้จนถึงปี 1944 โดยในมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงและกลัวจะถูกยิงโดยสายลับของรัฐบาล



                                                   ค่าย sharashka
                                      ที่มารูปภาพ http://www.nationalalliance.org/gulag/5v20013.jpg

กลางปี 1944 โคโรเลฟ กลัสซ์โค และคนอื่นๆ ได้รับการปล่อยตัวด้วยคำสั่งพิเศษของทางการ แต่ทางการยังคงข้อกล่าวหาเขาและคนอื่นๆ ไว้จนถึงปี 1957 ต่อมาสำนักออกแบบกลาง (Central Design Bureau ) ได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องอุตสาหกรรมการบินของรัฐบาล โคโรเลฟได้ทำงานให้กับสำนักดังกล่าว ในตำแหน่งนักออกแบบ และอยู่ภายใต้กลัสซ์โค โดยในระหว่างนี้โคโรเลฟได้ศึกษาแบบของจรวดต่างๆ

สำหรับสมาชิกคนอื่นๆ ของสถาบัน RNII ก็ถูกจับกุมในช่วงการปราบปรามครั้งใหญ่ และตำแหน่งในระดับหัวหน้าของ RNII ที่เป็นทหารก็ล้วนถูกประหารชีวิต รวมไปถึงคนที่รับผิดชอบหรือทำงานในระดับสำคัญก็ถูกประหารด้วย ซึ่งถือไดว่าโคโรเลฟโชคดีมากที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ย้อนกลับมาที่โครงการของสำนักออกแบบกลาง โครงการพัฒนาจรวดได้ถูกรื้อฟื้นใหม่อีกครั้ง แต่ยังล้าหลังและห่างไกลเมื่อเทียบกับสิ่งที่เยอรมันกำลังทำอยู่ ซึ่งกล่าวได้ว่าการปราบปรามครั้งใหญ่ของสตาลินในช่วงปี 1936 ถึง 1938 ได้บั่นทอนและทำให้กองทัพโซเวียตอ่อนแออย่างรุนแรง ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นาซีจะบุกโซเวียตในปี 1941

ขีปนาวุธ
ในปี 1945 โคโรเลฟได้รับรางวัลเหรียญเกียรติยศ จากการพัฒนามอเตอร์จรวดสำหรับเครื่องบินทหาร และในปีเดียวกัน โคโรเลฟเข้ารับราชการในกองทัพบกและติดยศพันเอก โคโรเลฟและผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนได้ถูกส่งตัวไปยังเยอรมันเพื่อศึกษาเทคโนโลยีจรวด V2 ของเยอรมันที่โซเวียตยึดได้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2


                                                จรวด V-2 ของเยอรมัน
                                        ที่มา รูปภาพhttp://www.project1947.com/gr/grchron1.htm

โซเวียตให้ความสำคัญกับเอกสารจรวด V2 ที่สูญหายไป โดยใช้การศึกษาจากชิ้นส่วนต่างๆ ของ V2 รวมไปถึงอุปกรณ์ในโรงงานที่ผลิตและประกอบจรวด การศึกษาเทคโนโลยีจรวด V2 เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปลายปี 1946 นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชาวเยอรมันร่วม 150 คนถูกส่งไปยังรัสเซีย คนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในการผลิตจรวด V2 ในช่วงสงครามโลก แต่ไม่ได้ทำงานโดยตรงกับเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ (Wernher von Braun) หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบและสร้างจรวด V2


                                          จรวด V2 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยึดได้
                                           ที่มารูปภาพhttp://en.wikipedia.org/wiki/Mittelwerk

โจเชฟ สตาลินได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาและสร้างจรวดและขีปนาวุธ โดยได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1946 โดยมีชื่อว่า NII-88 (Scientific-Research Institute No.88) ตั้งอยู่ชานเมืองของกรุงมอสโก

การพัฒนาขีปนาวุธระยะไกลถูกผลักดันภายใต้การควบคุมของทหาร โคโรเลฟถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้านักออกแบบขีปนาวุธระยะไกล สำหรับสำนักงานสาขาที่ 1 ของ NII-88 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นบนเกาะโกโรโดมยา ซึ่งห่างจากกรุงมอสโกประมาณ 200 กิโลเมตร โดยมีผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันเป็นหัวหน้า จากข้อมูลพิมพ์เขียวส่วนต่างๆ ของจรวด V2 ทีมงานวิศวกรชาวเยอรมันได้เริ่มต้นในการผลิตจรวด V2 ขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า R-1 และมีการทดสอบครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1947 ซึ่งโซเวียตได้ทดสอบจรวดทั้งหมด 11 ลำ โดยมีจำนวน 5 ลำที่ตกสู่เป้าหมาย โดยผลลัพธ์ดังกล่าวถือว่าประสบผลสำเร็จใกล้เคียงกับที่เยอรมันได้ทำไว้


                                                  จรวด R-1 ขณะเตรียมการทดสอบยิง
                                    ที่มารูปภาพ http://www.russianspaceweb.com/r1.html

นอกจากนี้ โซเวียตยังได้ใช้งานผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี V2 ชาวเยอรมันอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันโซเวียตก็ได้พัฒนาโครงการจรวดของตนเองในทางคู่ขนาน โดยไม่ยอมให้ทีมวิศวกรเยอรมันเข้ามามีส่วนร่วม และในปี 1950 กระทรวงกลาโหมของโซเวียตได้ประกาศยุติการดำเนินงานของทีมวิศวกรชาวเยอรมันและส่งตัวกลับเยอรมันในปี 1951 และ 1953 ตามลำดับ

ย้อนกลับไปในปี 1947 สถาบัน NII-88 ภายใต้การดูแลของโคโรเลฟได้เริ่มต้นดำเนินการออกแบบจรวดขั้นสูง เพื่อปรับปรุงให้จรวดมีระยะทำการที่ไกลขึ้นและรับน้ำหนักได้มากขึ้น จรวด R-2 ได้ถูกออกแบบให้มีระยะทำการได้ไกลเป็นสองเท่าของ V2 และมีการออกแบบให้มีส่วนหัวรบที่แยกออกจากลำตัวจรวด จากนั้นทีมงานได้ออกแบบจรวด R-3 เพื่อให้มีระยะทำการได้ถึง 3,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถที่จะไปถึงอังกฤษได้ อย่างไรก็ตาม ทีมงานประสบปัญหาไม่สามารถที่จะหาเครื่องยนต์เพื่อพัฒนาระบบขับเคลื่อนได้ โครงการ R-3 จึงต้องยุติลงในปี 1952 แต่ในปีเดียวกัน ทีมงานได้เริ่มดำเนินการสร้างจรวด R-5 ซึ่งมีระยะทำการไม่ไกลมากนัก (1,200 กิโลเมตร) โดยการทดสอบเที่ยวบินแรกประสบผลสำเร็จในปลายปี 1953


           ภาพวาดแสดงการแยกตัวระหว่างส่วนของจรวดท่อนที่หนึ่งและสองของจรวด R-3
                                             ที่มา http://www.russianspaceweb.com/r3.html


                                               จรวด R-5 กำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศ
                                          ที่มา http://www.russianspaceweb.com/r5.html

อย่างไรก็ตาม จรวดขีปนาวุธ (ICBM : intercontinental ballistic missile) รุ่นแรกที่โซเวียตผลิตได้ คือ R-7 Semyorka โดยเป็นจรวดสองสเตจที่มีระยะทำการได้ไกลถึง 7,000 กิโลเมตร และสามารถรับน้ำหนักเพย์โหลดได้ถึง 5.4 ตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบรรทุกระเบิดปรมาณู หลังจากการทดสอบล้มเหลวมาหลายครั้ง โซเวียตประสบผลสำเร็จยิงจรวด R-7 ในเดือนสิงหาคม 1957 โดยยิงไปยัง Kamchatka Peninsula ที่อยู่ด้านตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งการยิงในครั้งนั้นไม่ได้ติดหัวรบจริง


                                    จรวด R-7
             ที่มารูปภาพ http://farm4.static.flickr.com/3263/2744006859_3a446b2c45.jpg?v=0
                                         http://www.russianspaceweb.com/r7.html

ในปี 1952 โคโรเลฟได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อที่จะของบประมาณจากรัฐบาลมาดำเนินโครงการจรวดในอนาคต และในเดือนเมษายน 1959 โคโรเลฟได้กอบกู้ชื่อเสียงของตนเอง โดยรัฐบาลได้ยอมรับว่าข้อหาที่เขาได้รับเมื่อปี 1938 นั้นไม่ยุติธรรม

โครงการอวกาศ
สปุคนิค
ในระหว่างที่โซเวียตพัฒนาและมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป โคโรเลฟมีความสนใจเป็นอย่างมากในการใช้จรวดสำหรับการเดินทางในอวกาศ โดยในปี 1953 โคโรเลฟเป็นคนแรกในการเสนอให้ใช้จรวด R-7 สำหรับส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ทั้งนี้โคโรเลฟได้ผลักดันความคิดดังกล่าวกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย รวมถึงแนวความคิดในการส่งสุนัขไปในอวกาศ ซึ่งแนวความคิดในการใช้จรวดเพื่อโครงการอวกาศนั้นมีแรงเสียดทานจากฝ่ายทหารและสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งท้ายที่สุดแนวความคิดของโคโรเลฟได้รับการสนับสนุน

ในปี 1957 ซึ่งเป็นปีแห่งธรณีฟิสิกส์นานาชาติ ได้แนวความคิดที่จะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศปรากฏขึ้นในสื่อของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังลังเลที่จะใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์เพื่อกิจกรรมดังกล่าว ทำให้แนวความคิดดังกล่าวถูกแช่แข็งเป็นระยะๆ ในขณะเดียวกันกลุ่มของโคโรเลฟได้ติดตามข่าวดังกล่าวจากสื่อตะวันตก และมีความมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ โดยการเสนอให้โซเวียตทดลองส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นชาติแรก


                                                          ดาวเทียมสปุคนิค
                     ที่มารูปภาพ http://www.russianspaceweb.com/images/sputnik_buda_1.jpg

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ดาวเทียมสปุคนิคถูกสร้างขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทั้งนี้ดาวเทียมดังกล่าวถูกออกแบบอย่างง่ายๆ โดยภายในตัวดาวเทียมที่เป็นรูปทรงกลมขนาดที่ใหญ่กว่าหม้อต้มข้าวต้มเพียงเล็กน้อยประกอบไปด้วยตัวส่งสัญญาณวิทยุ พร้อมแบตเตอร์รี่ และอุปกรณ์วัดความร้อน ทั้งนี้โคโรเลฟเป็นผู้ประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเขาเองและการทดสอบผ่านไปได้อย่างใจหายใจคว่ำ ท้ายที่สุดวันสำคัญก็มาถึง เมื่อจรวดได้ถูกยิงขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 4 ตุลาคม 1957 และประสบผลสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร

จากความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร ทำให้เกิดความต้องการของฝ่ายการเมืองที่ต้องการเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 40 ปี ของการปฏิวัติเดือนตุลาคม ทั้งนี้เพียงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร โซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุคนิค 2 ขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 ซึ่งดาวเทียมสปุคนิค 2 นี้มีน้ำหนักมากกว่าดวงแรกถึง 6 เท่าและบรรทุกสุนัขเพศเมียชื่อ "ไลกา" ขึ้นไปด้วย แต่เนื่องจากในการออกแบบดาวเทียมในครั้งนั้นไม่ได้พิจารณาและคำนึงถึงการนำสุนัขกลับมายังโลก ผลก็คือ ไลกาเสียชีวิตลงหลังจากที่อยู่ในอวกาศได้เพียง 6 ชั่วโมง


                                                      ดาวเทียมสปุคนิค 2 และไลกา
                ที่มารูปภาพ http://laughingsquid.com/wp-content/uploads/laika-sputnik-2.jpg

วันที่ 15 พฤษภาคม ปีถัดมา (1958) โซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุคนิค 3 ขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับเครื่องมือวัดหลายชิ้น แต่ระบบเทปสำหรับบันทึกข้อมูลบนดาวเทียมทำงานล้มเหลว ทำให้การสำรวจและค้นพบแถบแวน อัลเลน (Van Allan belts) ถูกช่วงชิงไปโดยดาวเทียมสำรวจ Explorer 4 ของสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม ปี1958

ดวงจันทร์
หลังจากการส่งสปุนิคประสบความสำเร็จเหนือสหรัฐอเมริกา โคโรเลฟได้หันเหความสนใจของเขาไปยังดวงจันทร์ โดยโคโรเลฟได้ปรับปรุงจรวด R-7 เพื่อนำส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ โดยในปี 1958 โซเวียตส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ 3 ลำ แต่ประสบความล้มเหลว

พันธกิจลูนา 1 (Luna 1) ในปี 1959 ถูกกำหนดให้เข้าชนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่พลาดไปถึง 6,000 กิโลเมตร พันธกิจลูนา 2 (Luna 1) ประสบผลสำเร็จในการเข้าชนดวงจันทร์ และทำให้โซเวียตได้รับการบันทึกว่าส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ได้เป็นชาติแรกของโลก และที่น่าจดจำต่อมาก็คือ พันธกิจลูนา 3 (Luna 3) ได้ถ่ายภาพด้านไกลของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก


                                                       ยานสำรวจลูนา 1 และ ลูนา 2
                                ที่มารูปภาพ http://lettres-histoire.ac-rouen.fr/histgeo/luna-1.jpg


                                            ยานลูนา 3 และ ภาพถ่ายด้านไกลของดวงจันทร์
                                 ที่มารูปภาพ http://www.zarya.info/Diaries/Luna/Luna3cosmus.jpg
                                   http://nssdc.gsfc.nasa.gov/imgcat/html/object_page/lu3_phc6.html

นอกจากนี้คณะทำงานของโคโรเลฟยังคงทำงานในโครงการที่ท้าทาย ได้แก่ พันธกิจสำรวจดาวอังคารและดาวศุกร์ การส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจร การสื่อสารในขณะการส่งดาวเทียม ดาวเทียมจารกรรม รวมไปถึงพัฒนาระบบร่อนลงแบบนุ่มนวลบนดวงจันทร์ ทั้งนี้ศูนย์ระบบสื่อสารสำหรับการควบคุมดาวเทียมถูกสร้างขึ้นในไคร์เมีย

ยานอวกาศสำหรับนักบินอวกาศ
โคโรเลฟได้วางออกแบบยานอวกาศสำหรับนักบินอวกาศไว้ตั้งแต่ปี 1958 ซึ่งก็คือยานวอสตอค โดยยานดังกล่าวได้ถูกออกแบบไว้สำหรับนักบินอวกาศเพียง 1 คน โดยในห้องแคปซูลซึ่งเป็นห้องโดยสารสำหรับนักบินจะมีกลไกดีดตัวในกรณี่เกิดปัญหาก่อนการจุดระเบิดของจรวด รวมไปถึงระบบร่อนลงอย่างนุ่มนวล


                                                                 ยานวอสตอค
                    ที่มารูปภาพ http://www.falkenberg.eu/uploads/pics/Vostok_spacecraft.jpg

ทั้งนี้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1960 ยานต้นแบบที่ไร้นักบินได้ถูกทดสอบในอวกาศ โดยโคจรรอบโลก 64 รอบแต่ประสบความล้มเหลวในการเดินทางกลับสู่โลก จากนั้นการทดสอบอีกสี่ครั้งได้ถูกดำเนินการพร้อมกับการส่งสุนัขขึ้นไปกับยานอวกาศ โดยสองครั้งสุดท้ายประสบความสำเร็จ หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ จรวด R-7 รุ่นที่ถูกปรับปรุงได้ถูกนำมาใช้ในการส่งนักบินอวกาศคนแรกของโลก "ยูริ กาการิน" พร้อมกับยานวอสตอคขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 12 เมษายน 1961 และโคจรรอบโลก ทั้งนี้กาการินได้เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย


                                             นักบินอวกาศชายคนแรกของโลก ยูริ กาการิน
                                       ที่มารูปภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Yuri_Gagarin

หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศชาย โซเวียตยังได้ส่งนักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก "วาเลนตินา เทอเรสโควา" ซึ่งโดยสารไปกับยานวอสตอค 6


                                นักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก วาเลนตินา เทอเรสโควา
                              ที่มารูปภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/Valentina_Tereshkova

จากความสำเร็จของยานวอสตอค โคโรเลฟได้วางแผนต่อเนื่องถึงยานโซยุซซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับยานลำอื่นในอวกาศได้เพื่อการเปลี่ยนถ่ายนักบินอวกาศ นอกจากนี้ในช่วงที่มีการแข่งขันกันระหว่างโซเวียตและสหรัฐอเมริกาในการสำรวจดวงจันทร์ โคโรเลฟและทีมงานได้ออกแบบจรวด N1 ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก


                                  จรวด N1 (ส่วนแรกของจรวดประกอบด้วยเครื่องยนต์ 30 ชุด)
                                            ที่มารูปภาพhttp://en.wikipedia.org/wiki/File:N1-1.jpg

ชื่อของโคโรเลฟถูกนำไปเปรียบเทียบกับเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ (Wernher von Braun หัวหน้าทีมวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างจรวด V-2 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาก่อนสงครามสิ้นสุดลง) โดยทั้งคู่ต่างเป็นผู้นำของแต่ละฝ่าย (โซเวียตและสหรัฐอเมริกา)ในช่วงระหว่างการแข่งขันด้านอวกาศ ทั้งนี้โคโรเลฟแตกต่างจากวอร์นบราวน์ทั้งในแง่ที่โคโรเลฟต้องเอาชนะคู่แข่ง "วลาดิเมียร์ เชโลไมล์" ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่เสนอแผนการเดินอวกาศไปยังดวงจันทร์ นอกจากนี้โคโรเลฟต้องทำงานกับเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยน้อยกว่าฝ่ายสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์


                                           เวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ และ เซอร์ไก โคโรเลฟ
                  ที่มารูปภาพ http://info.skydream.cn/uploadfile/200712/20071209123254672.jpg

ผู้สืบทอดการทำงานต่อจากโคโรเลฟในโครงการอวกาศของโซเวียตก็คือ วาซิลี มิสฮิน ผู้ซึ่งเป็นวิศวกรที่มีความสามารถสูงและถือได้ว่าเป็นแขนขวาของโคโรเลฟ ทั้งนี้หลังจากโคโรเลฟเสียชีวิตลง มิสฮินได้รับช่วงต่อเป็นหัวหน้าผู้ออกแบบ แต่ผลของการสร้างจรวด N1 ยังมีข้อบกพร่องโดยการทดสอบยิงทั้งสี่ครั้งล้มเหลวทำให้เขาถูกไล่ออกในปี 1972 และวาเลนติน กลัสซ์โค (ปรปักษ์ของโคโรเลฟ) ได้เข้ามารับหน้าที่ต่อ ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกาประสบผลสำเร็จในการเดินทางไปยังดวงจันทร์ (อพอลโล 11)

เกียรติยศ
โคโรเลฟได้รับรางวัลวีรบุรษของพรรคสังคมนิยมแรงงานถึงสองครั้งในปี 1959 และ 1961 รางวัลเลนินในปี 1971 และรางวัล Order of Lenin ถึง 3 ครั้ง ในปี 1958 ได้รับเลือกเป็นราชบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย


รางวัล Order of Lenin


                                              ที่ทำการราชบัณฑิต ณ กรุงเซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก
                            ที่มารูปภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/File:University_Embakment_5.jpg

ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของถนนสายหนึ่งในกรุงมอสโก และในปัจจุบันนี้เรียกว่า "Ulitsa Akademika Korolyova" (Academician Korolyov Street) นอกจากนี้บ้านที่โคโรเลฟพำนักอยู่ในช่วงปี 1959 ถึง วาระสุดท้ายนั้น (กรุงมอสโก เลขที่ 2/28 ถนน 6th Ostankinsky Lane) ได้ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1975


                                            รูปปั้นโคโรเลฟ ณ ไบคูนัวร์
       ที่มารูปภาพ http://en.wikipedia.org/wiki/File:S.P.Korolev_monument_in_Baykonur_city_03.2006.JPG

ในปี 1976 ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกจารึกไว้ในหอเกียรติยศอวกาศนานาชาติ นอกจากนี้ภาพของโคโรเลฟยังได้รับเกียรติปรากฏบนแสตมป์ของโซเวียตในปี 1969 และ 1986


 ที่มารูปภาพ http://wpcontent.answers.com/wikipedia/commons/thumb/b/b4/Soviet_Union-1969-Stamp-              0.10._Sergei_Korolev.jpg/250px-Soviet_Union-1969-Stamp-0.10._Sergei_Korolev.jpg

เมืองคาลินกราด ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของ RSC Energia (บริษัทอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย) โดยในปี 1996 ประธานาธิบดีของรัสเซีย บอริส เยลท์ซิน ได้เปลี่ยนชื่อเมืองคาลินกราดเป็นชื่อโคโรเลฟ และในปัจจุบันได้มีการจัดสร้างรูปปั้นของโคโรเลฟและถูกตั้งไว้ที่จัตุรัสของเมือง นอกจากนี้ชื่อของบริษัท RSC Energia ถูกเปลี่ยนเป็นS.P. Korolev Rocket and Space Corporation Energia

นอกจากนี้ชื่อของโคโรเลฟ ยังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของหลุมที่อยู่ด้านไกลของดวงจันทร์ หลุมบนดาวอังคาร และดาวเคราะห์น้อย 1855

หนังสือชื่อ The Right Stuff แต่งโดย ทอม วูลฟ์ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ได้กล่าวถึงโคโรเลฟ ว่าเป็น "หัวหน้าผู้ออกแบบ" ของโครงการอวกาศโซเวียต

ในปี 2005 รายการเชิงสารคดีของสถานีบีบีซี (อังกฤษ) ที่ชื่อว่า "การแข่งขันทางด้านอวกาศ (space race)" ได้เจาะจงบรรยายการทำงานด้านจรวดและโครงการของโคโรเลฟ ควบคู่กับการทำงานของเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ที่ทำให้สหรัฐอเมริกา

จากนโยบายทางการเมืองของสตาลินและต่อเนื่องมาถึงผู้นำคนอื่นๆ ชื่อเสียงของโคโรเลฟไม่เคยถูกเปิดเผยจนกระทั่งโคโรเลฟเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 1966 โดยอัฐิของโคโรเลฟได้รับเกียรติให้บรรจุอยู่ในกำแพงเคลมลิน


พิธีแห่ศพของโคโรเลฟไปยังกำแพงเคลมลิน


                                                โคโรเลฟ และ ยูริ กาการิน
                                    ที่มารูปภาพ http://visualrian.ru/ru/site/gallery/#87171

แนะนำการใช้ประโยชน์จากกิจการดาวเทียมเบื้องต้น


ดาวเทียมสื่อสาร (Communication Satellite)
ดาวเทียมในยุคแรกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร เช่น วงจรโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศและการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ข้ามทวีป เป็นต้น ดาวเทียมประเภทนี้มักมีวงโคจรแบบค้างฟ้า ทำให้สะดวกและสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารได้รอบโลกจะต้องใช้ดาวเทียมทั้งสิ้น 3 ดวง คือ 

1. ดาวเทียมเหนือมหาสมุทรอินเดีย เพื่อติดต่อระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเซีย 
2. ดาวเทียมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิค เพื่อติดต่อระหว่างทวีปเอเซียและทวีปอเมริกา 
3. ดาวเทียมเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อติดต่อระหว่างทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป 








โดยมีองค์การอินเทลแซท (Intelsat – International Telecommunication Satellite Consortium) ซึ่งจัดตั้งในปี พ.ศ. 2507 เป็นผู้ให้บริการโดยได้จัดสร้างดาวเทียมอินเทลแซทและมีการสร้างดาวเทียมใหม่ทดแทนเมื่อดวงเก่าหมดอายุการใช้งาน ปัจจุบันคือ ดาวเทียมอินเทลแซท8 สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินในระยะแรกจะต้องใช้จานสายอากาศขนาดใหญ่และอุปกรณ์ราคาแพงจำนวนมาก สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินแห่งแรกของประเทศไทยอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศปัจจุบันมีดาวเทียมสื่อสารจำนวนมากที่มีวงโคจรค้างฟ้า เช่น ดาวเทียมไทยคม ดาวเทียมปาลาปา ดาวเทียมเอเซียแซท เป็นต้น ซึ่งดาวเทียมเหล่านี้สามารถส่งสัญญาณโทรทัศน์ไปถึงบ้านผู้ชมได้โดยตรงโดยใช้อุปกรณ์หรือจานสายอากาศขนาดเล็กในการรับสัญญาณโทรทัศน์โดยอาศัยสถานีดาวเทียมขนาดใหญ่ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ขึ้นไปยังดาวเทียมเพียงสถานีเดียวนอกจากนี้ยังมีดาวเทียมที่ให้บริการสื่อสารประเภทอื่น เช่น บริการโทรศัพท์ในเรือเดินทะเล บริการโทรศัพท์บนเครื่องบินโดยสาร บริการโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมสำหรับพื้นที่ห่างไกล บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เป็นต้น 

ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Meteorological Satellite)









ดาวเทียมประเภทนี้จะถ่ายภาพก้อนเมฆที่ปกคลุมโลก วัดอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศ ติดตามการก่อตัวและเคลื่อนที่ของพายุซึ่งนักพยากรณ์อากาศจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อรายงานสภาพอากาศและพยากรณ์อากาศให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาแบ่งตามลักษณะการโคจรได้ 2 ประเภทคือ 

1. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาประเภทวงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Meteorological Satellite) ได้แก่ ดาวเทียม GOES-W ดาวเทียม GOES-E ดาวเทียม METEOSAT ดาวเทียม GMS-5 ดาวเทียม INSAT ดาวเทียม FY-2 เป็นต้น 

2. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาประเภทวงโคจรวงกลม (Near Polar Orbit Meteorological Satellite) ได้แก่ ดาวเทียม NOAA ดาวเทียม FY-1 ดาวเทียม METEOR-2 เป็นต้นดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่มีวงโคจรค้างฟ้าจะถ่ายภาพลักษณะก้อนเมฆและส่งภาพกลับมาเป็นระยะ ซึ่งเมื่อนำภาพเหล่านี้มาทำ Animation จะทำให้เห็นลักษณะและทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุได้อย่างชัดเจน ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่มีวงโคจรแบบวงกลมจะเคลื่อนที่ผ่านจุดเดิมบนพื้นโลกวันละ 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 15 นาที โดยจะถ่ายภาพและส่งสัญญาณข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่โคจรผ่าน (Real Time) ถ้าดาวเทียมโคจรผ่านเหนือประเทศไทยเราจะได้ภาพถ่ายจากมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงอ่าวตังเกี๋ยประเทศเวียดนามเริ่มต้นจากตอนล่างของประเทศจีนไปจนถึงประเทศสิงคโปร์ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาจะถ่ายภาพของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนกลับจากผิวโลกโดยจะถ่ายภาพในช่วงคลื่นที่สามารถมองเห็นด้วยตาและคลื่นพลังงานความร้อนในช่วงอินฟาเรดเพื่อใช้ในการตรวจวัดไอน้ำในบรรยากาศ ดาวเทียม NOAA จะส่งสัญญาณภาพแบบ APT ซึ่งเป็นภาพขาวดำ 2 ภาพ คือ ภาพที่มองเห็นด้วยตาและภาพรังสีอินฟาเรด มีขนาดความละเอียดของภาพเท่ากับ 4 กิโลเมตร โดยใช้ความถี่ 137 MHz และจะส่งสัญญาณภาพแบบ HRPT มีขนาดความละเอียดของภาพเท่ากับ 1.1 กิโลเมตร โดยใช้ความถี่ 1,691 MHz และแยกช่องสัญญาณของภาพสำหรับแต่ละช่วงคลื่นของแถบสี การรับสัญญาณแบบ APT สามารถดัดแปลงได้จากเครื่องวิทยุสื่อสารและมีต้นทุนไม่สูงมากในการรรับสัญญาณ แต่การรับสัญญาณแบบ HRPT จะต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง 

ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (Remote Sensing Satellite)
ดาวเทียมในกลุ่มนี้ใช้สำหรับหาข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับวัตถุ สิ่งของ หรือพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งอยู่ไกลจากเครื่องมือที่ใช้วัด โดยที่เครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้สัมผัสกับวัตถุหรือสิ่งของเป้าหมายดังกล่าวเลย 






ระบบการสำรวจระยะไกล แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 

1. Passive Remote Sensing เป็นระบบบันทึกข้อมูลคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอก หรือจากธรรมชาติซึ่งได้แก่ ดวงอาทิตย์ 
2. Active Remote Sensing เป็นระบบที่ผลิตพลังงานเองแล้วส่งไปยังเป้าหมายและรับพลังงานที่สะท้อนกลับจากเป้าหมายนั้น ได้แก่ ระบบเรดาร์ 







ตัวอย่างดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้แก่ ดาวเทียม IKONOS, ดาวเทียม QUICKBIRD, ดาวเทียม RADARSAT-1, ดาวเทียม LANDSAT-5, ดาวเทียม SPOT-5, ดาวเทียม LANDSAT-7, ดาวเทียม IRS-1C เป็นต้น 

การใช้ประโยชน์จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้แก่ การทำแผนที่ การวางแผนด้านการเกษตร สำรวจ ทรัพยากรน้ำ สำรวจการใช้ที่ดิน สำรวจทางธรณีวิทยา สำรวจพื้นที่ป่าไม้ ติดตามไฟไหม้ป่า สำรวจด้านสมุทรศาสตร์ เป็นต้น 

ดาวเทียมกำหนดตำแหน่ง (Global Position System Satellite)








เป็นโครงการของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการทหาร แต่อนุญาตให้พลเรือนสามารถใช้งานได้ภายใต้ข้อจำกัด เช่น มีความผิดพลาดของตำแหน่งที่วัดได้มากกว่าอุปกรณ์ทางการทหาร และไม่สามารถใช้ในขณะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากได้ (เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป) ระบบ GPS หรือ Global Position System ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ 

1. ส่วนอวกาศ ( Space Segment ) ประกอบด้วย ดาวเทียม 24 ดวง แบ่งวงโคจรออกเป็น 6 ระนาบ ๆ ละ 4ดวง โคจรสูงจากพื้นโลก 20,200 กิโลเมตร มี inclination = 55 องศา (มุมเอียงกับเส้นศูนย์สูตร 55 องศา) 
2. สถานีควบคุมภาคพื้นดิน ( Control Station Segment ) ประกอบด้วยสถานีย่อย 5 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลกและสถานีควบคุมหลักหนึ่งสถานี ตั้งอยู่เมืองโคโรลาโดสปริง รัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทำหน้าที่ปรับแก้ไขข้อมูลวงโคจร และข้อมูลเวลาของดาวเทียม 
3. ส่วนผู้ใช้ ( User Segment ) แบ่งออกเป็นเครื่องรับ GPS ทางการทหาร และเครื่องรับ GPS สำหรับพลเรือนในการคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้องนั้นเครื่องรับจะต้องรับสัญญาณได้จากดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวง พร้อม ๆ กัน เครื่องรับ GPS ที่มีขายในท้องตลาดสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมได้พร้อมกันถึง 12 ดวง ซึ่งจะสามารถบอกตำแหน่งได้ โดยมีความผิดพลาดไม่เกิน 6 เมตรในแนวราบ 







ปัจจุบัน เครื่องรับ GPS มีราคาถูก (เริ่มต้นที่ 3,000 บาท) และมีขนาดเล็ก (เท่ากับเม้าท์ของเครื่องคอมพิวเตอร์) ทำให้ เครื่องรับ GPS ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เช่น ช่วยนำทางในการเดินป่า ช่วยนำทางในการขับรถยนต์ ช่วยนำร่องอากาศยาน ช่วยนำร่องการเดินเรือ ใช้ในการติดตามยานพาหนะ หรือแม้กระทั่งการบอกตำแหน่งของเครื่องโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแผนที่โดยละเอียดเพื่อใช้ร่วมกับเครื่องรับ GPS ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

ดาวเทียมในกิจการวิทยุสมัครเล่น ( Radio Amateur Satellite )
ดาวเทียมในกิจการวิทยุสมัครเล่น มีชื่อเรียกว่า OSCAR – Orbiting Satellite Carrying Amateur Radio โดยส่งดาวเทียมดวงแรกคือ OSCAR I ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2504 และปัจจุบันได้ปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศมากกว่า 50 ดวง โดยมีดาวเทียมที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบันประมาณ 10 ดวง ดาวเทียมในกิจการวิทยุสมัครเล่นมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการทดลองในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารและการพัฒนาดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยได้นำเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย เช่น โครงการ Microsat ซึ่งได้จัดสร้างดาวเทียมที่มีขนาดเล็ก คือ 1 ลูกบาศก์ฟุตซึ่งสามารถส่งขึ้นอวกาศได้โดยใช้จรวดขนาดเล็ก เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีปที่เลิกใช้งานแล้ว หรือฝากส่งไปกับจรวดขนาดใหญ่ที่สามารถส่งดาวเทียมขนาดเล็กได้หลายดวงพร้อมกัน หรือเป็นดาวเทียมที่ฝากส่งร่วมไปกับดาวเทียมอื่น หรือโครงการทดสอบกล้องถ่ายภาพบนดาวเทียมขนาดเล็ก ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรที่มีขนาดเล็ก เป็นต้น 







ผู้ที่สนใจจะใช้งานดาวเทียมในกิจการวิทยุสมัครเล่นสามารถทำได้โดยการเข้าสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นในประเทศที่อาศัยอยู่ และจะสามารถใช้ดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นได้ทุกดวงที่เปิดให้บริการอยู่


ที่มาhttp://www.space.mict.go.th/knowledge.php?id=usage